นกน้ำเพลินตา สมิหลาเพลินใจ เมืองใหญ่สองทะเล เสน่ห์สะพานติณฯ ถิ่นธุรกิจแดนใต้
ข้อมูลทั่วไป
ชื่ออักษรไทยสงขลา
ชื่ออักษรโรมันSongkhla
ผู้ว่าราชการนายธำรงค์ เจริญกุล
ต้นไม้ประจำจังหวัดสะเดาเทียมดอกไม้ประจำจังหวัดเฟื่องฟ้าข้อมูลสถิติพื้นที่7,393.889 ตร.กม.
(อันดับที่ 26)ประชากร1,401,303 คน (พ.ศ. 2557)
(อันดับที่ 11)ความหนาแน่น189.52 คน/ตร.กม.
(อันดับที่ 15)ศูนย์ราชการที่ตั้งศาลากลางจังหวัดสงขลา ถนนราชดำเนิน ตำบลบ่อยาง อำเภอเมืองสงขลา จังหวัดสงขลา 90000โทรศัพท์(+66) 0 7431 2016, 0 7431 3206
ที่มาของชื่อ สงขลา
มีตำนานและเรื่องเล่าหลายเรื่องทั้งที่เป็นบันทึกและจากคำบอกเล่าถึงชื่อของเมืองสงขลาหลายประการด้วยกัน ซึ่งพอจะแจกแจงตามเอกสารที่มาได้ดังนี้
ชื่อเมืองสงขลาได้ปรากฏชื่อในพงศาวดารกรุงศรีอยุธยาในสมัยสมเด็จพระรามาธิบดีที่ 1 แห่งกรุงศรีอยุธยาเมื่อ พ.ศ. 1893 ว่าเป็นเมืองประเทศราชในจำนวน 16 หัวเมือง และในเอกสารที่บันทึกโดยคนไทยอีกหลายฉบับที่ศึกษาเกี่ยวกับเรื่องเมืองสงขลาได้บันทึกประวัติของชื่อเมืองสงขลาว่า มาจากบันทึกของพ่อค้า และนักเดินเรือชาวอาหรับเปอร์เซีย ระหว่างปี พ.ศ. 1993-2093 ในนามของเมือง "ซิงกูร์" หรือ "ซิงกอรา" แต่ในหนังสือประวัติศาสตร์และการเมืองแห่งราชอาณาจักรสยามของนายนิโกลาส แซร์แวส เรียกชื่อเมืองสงขลาว่า "เมืองสิงขร" [4] โดยได้สันนิษฐานว่าคำว่าสงขลาในปัจจุบันน่าจะเพี้ยนมาจากคำว่า "สิงหลา" หรือ "สิงขร" แปลว่าเมืองสิงห์ เนื่องมาจากการที่พ่อค้าชาวเปอร์เซียอินเดีย ตามที่ได้กล่าวมาข้างต้น ได้แล่นเรือผ่านมาค้าขายและแลเห็นเกาะหนู-เกาะแมว ซึ่งเมื่อมองจากทะเลเข้าหาฝั่งในระยะไกล ๆ จะเห็นปรากฏเป็นภาพคล้ายสิงห์สองตัวหมอบเฝ้าปากทางเข้าเมืองสงขลา ชาวอินเดียจึงเรียกเมืองสงขลาในสมัยนั้นว่า "เมืองสิงหลา" ส่วนคนไทยเรียกว่า "เมืองสทิง" เมื่อแขกมลายูเข้ามาค้าขายกับเมืองสิงหลา ก็จะออกเสียงเพี้ยนเป็น "เซ็งคอรา" เมื่อฝรั่งเข้ามาค้าขายก็เรียกตามมลายูแต่เสียงเพี้ยนเป็นสำเนียงฝรั่งคือ "ซิงกอรา" (Singora) จากนั้นคนไทยพื้นถิ่นเองก็ได้เรียกตามเสียงมลายูและฝรั่งเพี้ยนเป็นคำว่า "สงขลา" ดังปัจจุบัน
นอกเหนือจากนี้ เอกสารชิ้นนี้ยังอธิบายต่อถึงความเป็นไปได้อีกสาเหตุหนึ่งว่า คำว่าสงขลาน่าจะเป็นการเรียกเพี้ยนมาจากคำว่า "สิงขร" ที่แปลว่าภูเขา เนื่องจากเมืองสงขลาในยุคดั้งเดิมตั้งอยู่เชิงเขา และต่อมาเจ้าเมืองคนแรกยังได้รับพระราชทานนามว่า "วิเชียรคีรี" ซึ่งสอดคล้องกับเมืองที่อยู่แถบภูเขา สอดคล้องกับสุภาวดี เชื้อพราหมณ์ ที่ได้บันทึกว่าสงขลาเพี้ยนมาจากภาษาสันสกฤตหรือภาษาบาลี เนื่องจากชาวอินเดียล่องเรืออ้อมแหลมมลายูมาสู่ฝั่งตะวันออก เมื่อมองจากทะเลเข้าสู่ฝั่งสงขลาแลเห็นภูเขาเป็นปราการธรรมชาติ จึงเรียกว่า สิงขระ หรือ สิงขร ซึ่งคำไทยสิงขร หมายถึง ภูเขา ต่อมาชาวตะวันตกจึงเรียกตาม และเพี้ยนเป็นคำว่า ซิงโกรา หรือ ซิงกอรา เช่นเดียวกันกับที่กล่าวมาข้างต้น
เหตุผลสุดท้ายที่เอกสารในเอกสารการศึกษาความเป็นไปได้ก็คือ ในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้มีพระราชวินิจฉัยไว้ว่า "สงขลา" เดิมชื่อสิงหนคร (สิง-หะ-นะ-คอน) แต่แขกชาวมลายูพูดเร็วและออกเสียงเพี้ยนกลายเป็น สิง-คะ-รา แต่ออกเสียงเป็น ซิงคะรา หรือ สิงโครา จนมีการเรียกเป็น ซิงกอรา[5] [6]
ในส่วนเอกสารของชาวตะวันตกที่กล่าวถึงสงขลาในช่วงเวลาต้น ๆ ซึ่งสามารถค้นย้อนหลังไปได้ถึงสามร้อยปีในสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราชโดยปรากฏชื่อเมืองสงขลาในแผนที่ของประเทศสยามที่ทำโดยนายเชอวาลีเย เดอ โชมอง ราชทูตของพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 แห่งฝรั่งเศสที่เข้ามาเมืองไทยระหว่าง พ.ศ. 2228 [7]
นับตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ 5-6 การปรากฏตัวของเมืองท่า และแหล่งโบราณคดีที่แสดงว่า มีผู้คนจากต่างแดนเข้ามาปะทะสัมพันธ์ น่าจะมีเหตุผลจาก การแสวงหาโชคลาภและโภคทรัพย์ของผู้คนทางตะวันตกดั่งเช่น กรีซ และ โรมัน จึงทำให้ช่วงเวลาดังกล่าว เป็นช่วงเวลาของการค้นพบเส้นทางการค้าทางทะเลที่เกิดขึ้นใหม่ คู่ขนานและเชื่อมโครงข่ายกับเส้นทางการค้าทางบก
ต่อมาเมื่อราวพุทธศตวรรษที่ 8 ได้เกิดอุปสรรคทางภูมิศาสตร์และความปลอดภัย ในการใช้เส้นทางบกระหว่างดินแดนทางตะวันตกและตะวันออก โดยเฉพาะพวกโรมันและรัฐในกลุ่มเอเชียกลาง จึงหันมาใช้เส้นทางทะเลแทน เพื่อใช้ค้าขายติดต่อกับอินเดีย เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และจีน โดยการเดินทางเชื่อมระหว่างสองทวีปในระยะแรก ๆ นี้ ไม่ใช่เป็นการเดินทางแบบรวดเดียวถึงกันตลอด แต่ต้องมีจุดหยุดพักเป็นระยะ ๆ โดยอาศัยเมืองท่า และสถานีพักสินค้า เพื่อถ่ายสินค้า เพิ่มเติมน้ำจืดและอาหาร รวมไปถึงการซ่อมแซมเรือจากจุดหนึ่งไปยังอีกจุดหนึ่ง [8]
ทั้งนี้หากย้อนกลับมาพิจารณาจากทำเลที่ตั้งของภาคใต้ของประเทศไทย ที่เป็นคาบสมุทรตั้งอยู่ระหว่างประเทศที่เป็นอู่อารยะธรรม คือ ประเทศจีน ประเทศอินเดียประเทศแถบอาหรับเปอร์เซีย และประเทศแถบชวา-มลายู จะพบว่า ดินแดนทางภาคใต้ของประเทศไทย เป็นดินแดนที่อยู่ในตำแหน่งเส้นทางการค้าขายทางทะเล รวมถึงเป็นดินแดนที่พ่อค้าชาวแขกมัวร์ ใช้เส้นทางนี้เดินทางค้าขายทางเรือ โดยอาศัยลมสินค้าในสมัยโบราณที่จำกัดโดยสภาพภูมิศาสตร์ และเทคโนโลยีการต่อเรือ รวมถึงการเดินเรือซึ่งในสมัยนั้น ต้องอาศัยทิศทางและกำลังลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ เพื่อเดินทางจากอินเดียไปยังจีน และอาศัยลมมรสุมจากตะวันออกเฉียงเหนือ เพื่อเดินทางจากจีนไปยังอินเดีย และบริเวณเหนือเส้นศูนย์สูตรไปถึงเส้นห้าองศาเหนือ เป็นพื้นที่อันตรายเพราะเป็นเขตจุดเริ่มต้นของลมสินค้า ลมจะสงบนิ่ง (ไร้กระแสลม เรียกว่าโดลดรัม Doldrums) เมื่อลมเบาบางจนทำให้เรือสินค้าเคลื่อนที่ไม่ได้ ที่เรียกว่า "ตกโลก"[9] ก็เป็นการบังคับให้พ่อค้าต้องแวะตามเมืองท่าชายฝั่งภาคใต้ของไทย ซึ่งอยู่ทางตอนเหนือของเส้นศูนย์สูตรเพื่อจอดซ่อมแซมเรือ เติมน้ำจืดและอาหาร รวมถึงขนถ่ายสินค้าข้ามคาบสมุทรกลางทางในรอบปี โดยการขนถ่าย แลกเปลี่ยนสินค้านี่เอง ทำให้เมืองท่าต่าง ๆ ในคาบสมุทรทางภาคใต้ของไทยในสมัยที่มีการเดินเรือทะเล มีความเจริญรุดหน้า จากการค้าขายเป็นอันมาก นอกจากนั้น สินค้าที่สำคัญที่ผลักดันให้ชาวตะวันตกต้องแสวงหาและเดินทางมายังเมืองท่าในคาบสมุทรมลายูคือ เครื่องเทศ เช่น ว่าน กระวาน ขิง ข่า ขมิ้น กระชาย พริกไทย กานพลู อบเชย ดีปลี จันทน์เทศ ทำให้เส้นทางการเดินเรือดังกล่าว ได้ชื่อว่าเป็นเส้นทางเครื่องเทศ [10]
ขอบคุณคะ
ชัญญากัญ
วันอาทิตย์ที่ 10 พฤษภาคม พ.ศ. 2558
เดือนเมษายน
เดือนเมษายน เอิงก็เริ่มเรียนพิเศษคะคือหาไว้ตั้งแต่เดือนมีนาคมแล้ว แต่ว่าพี่ที่จะมาสอนเขายังไม่ว่างก็เลยเริ่มเรียนเดือนเมษายน ที่ๆเอิงไปเรียนพิเศษก็ไม่ได้เป็นโรงเรียนนะคะแต่เป็นพี่นักศึกษาที่มาจากมหาลัยจุฬา ธรรมศาสตร์ มหิดล ที่เอิงลงคือภาษาอังกฤษคะแต่พอจบคอสอังกฤษจะเพิ่มคอสภาษาฝรั่งเศสไปด้วยเลย ตอนแรกเอิงก็หาที่เรียนไปเรื่อยๆเนี่ยแหละคะแต่บางที่ ที่เจอก็ไม่น่าไว้ใจ เผอิญมีญาติเอิงแนะนำ จุฬาติวเตอร์มาบอกว่าสอนดี สอนเข้าใจ แล้วเขาก็จะปรับพื้นฐานให้ด้วย เอิงก็เลยแอดไลน์ไปคุยกะพี่นักศึกษาคะพี่เขาเลยอธิบายรายระเอียดมาว่าคอสนึงเท่าไหร่ ชั่วโมงนึงเท่าไหร่ คนนึงหรือกี่คนเท่าไหร่ แล้วก็บอกวิชาที่สอน อีกอย่างเอิงชอบตรงที่เขาให้นัดที่ ที่เราสะดวกแต่เขาก็มีกำหนดไว้ให้นะคะว่าที่ไหนบ้างถ้านอกเหนือจากนั้นพี่เขาขอแค่ค่ารถเท่านั้นเอง พี่เขาก็เป็นกันเองคะวันไหนที่เราไม่สะดวกไปสามารถเรียนทางวีดีโอกับเขาได้เลยคะเขาสอนตัวต่อตัวไม่มีเด็กคนอื่นมาปนแน่นอน แล้วก็จี้จุดที่เราบกพร่องด้วยคะถ้าเพื่อนๆสนใจก็มาถามเค้าได้เลย(แต่จากที่ถามไปไม่มีใครสนใจเลยเพราะว่าบ้านอยู่ไกล)
ขอบคุณคะ
ชัญญากัญ
ขอบคุณคะ
ชัญญากัญ
วันจันทร์ที่ 4 พฤษภาคม พ.ศ. 2558
สถานีวิจัยสิ่งแวดล้อมสะแกราช
ประวัติความเป็นมา
สถานีวิจัยสิ่งแวดล้อมสะแกราชหรือแหล่งสงวนชีวมณฑลสะแกราช
ได้ก่อตั้งมาตั้งแต่ ปี พ.ศ. 2510 โดยมีภารกิจการวิจัยทางด้านสิ่งแวดล้อมและนิเวศวิทยา
จนถึงขณะนี้มีผลงานวิจัยในพื้นที่แห่งนี้มากกว่า 200 เรื่องขณะเดียวกัน ในปี พ.ศ. 2519
สถานีฯ สะแกราชได้รับการรับรองจาก UNESCO ภายใต้โครงการ MAB (Man and Biosphere
Program) ให้เป็นแหล่งสงวนชีวมณฑลแห่งหนึ่งของโลกซึ่งเป็นแห่งแรก ของประเทศไทย
และเป็น 1 ใน 7 แห่งของเอเซียในขณะนั้น ขณะนี้แหล่งสงวนชีวมณฑลมีจำนวน 529 แห่ง
ใน 105 ประเทศ (ข้อมูล 23 พฤศจิกายน ปี 2550)
จากความสำคัญของพื้นที่และมีผลงานวิจัยจำนวนมากซึ่งกระจัดกระจายกันอยู่ ทำให้การรวบรวมและจัดระบบฐานข้อมูลของผลงานวิจัยและข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องของแหล่ง สงวนชีวมณฑลสะแกราช เป็นเรื่องที่มีความสำคัญอย่างยิ่ง ทั้งนี้เพื่อนำความรู้ต่างๆ ดังกล่าว ถ่ายทอดสู่สังคม ทั้ง นักเรียน นักศึกษา และบุคคลทั่วไป และเป็นข้อมูลที่ใช้ในการวางแผนการ วิจัยที่จะเกิดขึ้นในอนาคต รวมทั้งเป็นข้อมูลที่จะใช้ในการแลกเปลี่ยนระหว่างแหล่งสงวน ชีวมณฑลแห่งอื่นๆ ทั่วโลก
ด้วยเหตุผลดังกล่าว ศูนย์ความหลากหลายทางชีวภาพ (ศลช.),
สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.)
ในฐานะหน่วยงานที่ได้รับมอบหมายให้รับผิดชอบโครงการ
MAB/UNESCO ของประเทศไทย และประสานการดำเนินงานบริหาร
จัดการความหลากหลายทาง ชีวภาพของประเทศ
ขอบคุณคะ
ชัญญากัญ
สถานีวิจัยสิ่งแวดล้อมสะแกราชหรือแหล่งสงวนชีวมณฑลสะแกราช
ได้ก่อตั้งมาตั้งแต่ ปี พ.ศ. 2510 โดยมีภารกิจการวิจัยทางด้านสิ่งแวดล้อมและนิเวศวิทยา
จนถึงขณะนี้มีผลงานวิจัยในพื้นที่แห่งนี้มากกว่า 200 เรื่องขณะเดียวกัน ในปี พ.ศ. 2519
สถานีฯ สะแกราชได้รับการรับรองจาก UNESCO ภายใต้โครงการ MAB (Man and Biosphere
Program) ให้เป็นแหล่งสงวนชีวมณฑลแห่งหนึ่งของโลกซึ่งเป็นแห่งแรก ของประเทศไทย
และเป็น 1 ใน 7 แห่งของเอเซียในขณะนั้น ขณะนี้แหล่งสงวนชีวมณฑลมีจำนวน 529 แห่ง
ใน 105 ประเทศ (ข้อมูล 23 พฤศจิกายน ปี 2550)
จากความสำคัญของพื้นที่และมีผลงานวิจัยจำนวนมากซึ่งกระจัดกระจายกันอยู่ ทำให้การรวบรวมและจัดระบบฐานข้อมูลของผลงานวิจัยและข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องของแหล่ง สงวนชีวมณฑลสะแกราช เป็นเรื่องที่มีความสำคัญอย่างยิ่ง ทั้งนี้เพื่อนำความรู้ต่างๆ ดังกล่าว ถ่ายทอดสู่สังคม ทั้ง นักเรียน นักศึกษา และบุคคลทั่วไป และเป็นข้อมูลที่ใช้ในการวางแผนการ วิจัยที่จะเกิดขึ้นในอนาคต รวมทั้งเป็นข้อมูลที่จะใช้ในการแลกเปลี่ยนระหว่างแหล่งสงวน ชีวมณฑลแห่งอื่นๆ ทั่วโลก
ด้วยเหตุผลดังกล่าว ศูนย์ความหลากหลายทางชีวภาพ (ศลช.),
สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.)
ในฐานะหน่วยงานที่ได้รับมอบหมายให้รับผิดชอบโครงการ
MAB/UNESCO ของประเทศไทย และประสานการดำเนินงานบริหาร
จัดการความหลากหลายทาง ชีวภาพของประเทศ
ขอบคุณคะ
ชัญญากัญ
เดือนมีนาคม
ช่วงเดือนมีนาคมนะคะที่เอิงหายไปจากบล็อกนั้น(จริงๆไม่ได้หายหรอกคะแต่บทความมันไม่ขึ้น)ก็ในช่วงนั้นก็ไปต่างจังหวัดคะเพราะปิดเทอมแล้วก็ต้องมาอยู่เป็นเพื่อนคุณย่าที่กทม.ด้วยเพราะว่าคุณปู่เสียไปเรียบร้อยคุณย่าก็อายุมากแล้วไม่มีใครอยู่กับท่านครอบครัวเอิงเลยมาอยู่เป็นเพื่อน แล้วก็ค่อนข้างจะไม่ค่อยมีเวลาเท่าไหร่คะเพราะย้ายของจากบ้านที่นครปฐมมากทม.เกือบหมดเลย(พวกเสื้อผ้าของจำเป็นต่างๆ)แล้วก็จัดการธุระเรื่องของปู่อีก ช่วงที่ผ่านมาไปไหนเลยต้องเอาคุณย่าไปด้วยทุกที่เลยคะเพราะท่านไม่ยอมอยู่คนเดียวเลย ส่วนไปต่างจังหวัดเดือนมีนาคมไปสถานีวิจัยสิ่งแวดล้อมสะแกราช พอดีที่ไปเพราะว่าคิดว่าจะไปฝึกภาษากับชาวต่างชาติด้วยน่ะคะแล้วเผอิญปู่(ปู่อีกคนนะคะไม่ใช่คนที่เสีย)ของเอิงดันสนิทกับผอ.ที่สถานีวิจัย เอิงเลยเข้าไปได้ง่ายสบายเลย แต่ว่าก็เป็นเวลาแค่ไม่กี่วันคะเพราะว่าผอ.มีไปดูงานที่ญี่ปุ่น ผอ.เลยบอกว่าไว้เขากลับมาจะโทรบอกให้มาได้ เอิงก็เลยถามไปตรงๆเลยว่าถ้าครั้งหน้าเอิงมาเอิงจะต้องทำอะไรบ้าง เขาก็บอกว่าให้เอิงไปสำรวจป่ากะพวกทีมวิจัยแล้วก็เหมือนเป็นล่ามไปในตัว พอตกเย็นก็เหมือนปกติคือทานข้าวร่วมกันสนทนาไปเรื่อย แต่การสนทนาเนี่ยแหละคะที่ทำให้เรารู้ภาษามากขึ้น แล้วอีกอย่างนะคะที่นั้นมีเชฟเป็นคนต่างชาติทำอาหารให้กินตลอดวันคะ รับรองไม่อดตายแน่นอนผอ.รับประกัน เอิงก็เลยบอกตกลงเลยคะว่าจะไปแน่นอน เขาก็โอเคคะบอกถ้ามาจะเตรียมห้องไว้ให้อยู่รวมกับนักวิจัยต่างชาติ เอิงก็โอเคคะ เห็นไหมล่ะคะว่าเอิงก็พัฒนาภาษาตลอดนะถึงแม้จะพูดได้งูๆปลาๆก็เถอะคะแต่ว่าถ้าเรากล้าพูดนะคะ ขอแค่พูดไปถ้าเราผิดฝรั่งจะช่วยแก้ให้เราคะพูดผิดดีกว่าไม่พูดจริงไหมคะ เดี๋ยวบทความหน้าเอิงเอาประวัติของสถานีวิจัยมาให้อ่านดีกว่าเนอะ
ขอบคุณคะ
ชัญญากัญ
ขอบคุณคะ
ชัญญากัญ
ข้อผิดพลาด
แถลงการนิดนึงคะคือบทความที่ผ่านมานั้นเป็นบทความจากบล็อกเก่านะคะ คือเอิงพยายามเข้าบล็อกเก่าคะแต่มันไม่ได้แล้วเอิงก็ไม่รู้ว่ามันเกิดปัญหาอะไรในบล็อกคือเอิงโพสต์ไปเยอะมากในหลายๆเดือนที่ผ่านมาแต่พออีกอาทิตย์เอิงกำลังจะเข้าบล็อกรหัสดันไม่ถูกต้องe-mailก็ไม่ใช่ที่สำคัญคือบทความที่โพสต์มาไม่ขึ้น แล้วเอิงก็เปลี่ยนชื่อพอดีเลยคิดว่าถ้ามันเข้าอันนั้นไม่ได้ก็จะย้ายมาทำอันนี้แทนต้องขอโทษทุกคนด้วยนะคะที่หายไปไม่ได้ตั้งใจจะหายไปเลยนะคะ คือมันเกิดปัญหาจริงๆ แต่ตอนนี้เลยแก้ปัญหาด้วยวิธีนี้ไปก่อนนะคะแล้วเอิงก็จะพยายามทำบทความให้เยอะที่สุดเลยคะเพราะว่ามันเป็นปัญหาของเอิงยังไงต้องขอโทษทุกคนมา ณ ที่นี้เลยนะคะ แล้วก็ขอโทษอาจารย์เกรียงไกรด้วย คือหนูก็ไม่รู้ว่ามันเกิดอะไรขึ้นกับบล็อกอันเก่าหนูขอส่งบล็อกอันนี้แทนนะคะอาจารย์
ขอบคุณคะ
ชัญญากัญ
มาริโอ้
มาริโอ้เจ้าตูบที่โชคดี
ไหนๆก็โพสต์เรื่องเจ้าตูบแล้วนะคะเอิงเลยนึกขึ้นมาได้ว่าเคยเจอเจ้าตูบตัวนึงที่สนามจันทร์ตอนนั้นเอิงพาสุดแสบที่บ้านไปเดินเล่นคะเลยไปเจอกัน สุดแสบของเอิงวิ่งเข้าไปหาเจ้าตูบตัวนึงเอิงก็ยืนดูพ่อแม่เอิงก็เริ่มคุยกับเจ้าของคะว่าน่ารักจังเลยชื่ออะไร บลาๆๆๆเจ้าของเจ้าตูบเลยเล่าว่าเมื่อก่อนเจ้าตูบไม่ได้สวยอย่างนี้หรอกคะ ถ้าได้เห็นตอนก่อนหน้านี้จะตกใจมากๆเลย พ่อแม่เอิงก็เริ่มถามต่อคะว่ามันเป็นอะไร เขาเลยเอารูปให้ดู เอิงถึงกับตาโตเลยคะเพราะมันเป็นขี้เรื้อนทั้งตัวคะเอิงนี้นับถือพี่เขามากเลยแล้วพี่เขาก็เริ่มเล่าว่ามีคนเอาเจ้าตูบแสนน่ารักตัวนี้มาทิ้งที่วัด(ดูคนเราทำสิคะใจร้ายสุดๆ)พี่เจ้าของเชาเลยเก็บมารักษาเพราะเห็นว่าป่วยตอนแรกแค่จะรักษาแต่สุดท้ายเอาเข้าจริงๆก็อย่างที่เห็นคะเขาก็เลี้ยงดูมาจนถึงทุกวันนี้ เอิงเล่ามาซะเยอะเลย555ไปอ่านดูนะคะว่าเรื่องมันเป็นมายังไง GO GO GO
เวลาเพื่อน ๆ ไปเจอสุนัขจรจัดข้างถนนที่มีสภาพไม่น่าดู ร่างกายมีแต่แผล เป็นโรคผิวหนังทั่วทั้งตัว เพื่อน ๆ รู้สึกยังไงคะ? ... สำหรับคนรักน้องหมาแล้ว เชื่อว่านั่นต้องเป็นภาพที่สร้างความรู้สึกหดหู่และสะเทือนใจมาก ๆ บางคนอยากจะช่วยเหลือน้องหมามาก แต่พอคิดถึงเรื่องของการที่จะต้องรับผิดชอบในการดูแลและค่าใช้จ่ายในการรักษาก็ต้องถอดใจ เพราะไม่สามารถแบกรับภาระดังกล่าวได้ ... แต่สำหรับบางคน ถึงแม้จะรู้ว่าภาระที่ต้องแบกรับจากการช่วยน้องหมานั้นหนัก แต่เขาก็เต็มใจเพราะอยากให้โอกาสให้สุนัขเหล่านั้นมีชีวิตที่ดีขึ้น
เมื่อช่วงเดือนที่ผ่านมานี้ ในโลกออนไลน์ได้มีการแชร์เรื่องราวน่าประทับใจของสุนัขพันธุ์ไซบีเรียนฮัสกี้ตัวหนึ่งที่ถูกนำมาปล่อยทิ้งไว้ที่วัดจนขี้เรื้อน แถมยังป่วยสารพัดโรค สุดท้ายกลับได้ชีวิตใหม่หลังจากมีหญิงสาวใจบุญคนหนึ่งรับมันไปรักษาและเลี้ยงดูจนแข็งแรง ...
วันนี้ Dogilike มีโอกาสได้พูดคุยกับ "คุณตูน" หญิงสาวใจดีที่ช่วยชีวิต "มาริโอ้" น้องหมาไซบีเรียนโชคร้ายตัวนั้นเอาไว้ เรามาติดตามเรื่องราวระหว่างคุณตูนและเจ้ามาริโอ้กันดีกว่าค่ะว่า ตั้งแต่วันแรกที่พวกเขาได้เจอกันจนมาถึงวันนี้เขาต้องผ่านอะไรมาบ้าง และคุณตูนมีวิธีดูแลมาริโอ้ยังไงให้กลับมาเป็นน้องหมาไซบีเรียนที่สดใสน่ารักได้
ครั้งแรกที่ได้พบกับมาริโอ้ ...
ตูนเจอกับมาริโอ้ที่วัดแห่งหนึ่งในจังหวัดนครปฐมค่ะ ตอนนั้นตูนเอาข้าวไปให้หมาที่วัด ตอนที่ตูนเจอมาริโอ้สภาพของเขาผอมมาก เป็นขี้เรื้อเปียกและแห้งทั้งตัว แต่ตูนสังเกตเห็นว่าตาของเขาเป็นสีฟ้าซึ่งก็น่าจะเป็นน้องหมาไซบีเรียนแน่ ๆ เขาเดินมาเอาหัวสีกับขาแล้วก็ขออาหารเม็ดที่ตูนเอามาให้หมาวัดกิน พอเขากินได้ซักพักเขาก็ล้มลง คือตูนเป็นสภาพเขาแล้วตูนรู้เลยว่าเขาป่วยหนักมาก
อะไรที่ทำให้ตัดสินใจรับมาริโอ้มาดูแล
คือจากสภาพที่ตูนเห็นเขาในตอนนั้นคิดว่าเขาต้องอยู่เองไม่ได้แน่ ๆ ตูนเลยตัดสินใจอุ้มขึ้นรถแล้วเอาไปรักษาเลย ตอนนั้นคิดอย่างเดียวว่าต้องช่วย ถ้าไม่ช่วยเขาต้องตายแน่ ๆ ตอนนั้นพาไปรักษาที่โรงพยาบาลสัตว์แถวราชมรรคา แล้วก็ไประดมทุนจากโครงการช่วยเหลือน้องหมา และจากเพื่อน ๆ พี่ ๆ ในพันทิป ซึ่งตอนนั้นเหมือนจะขึ้นในพันทิปว่า “ขอความกรุณาช่วยเหลือน้องไซบีเรียนที่ไม่ต่างอะไรกับซากศพ ” หลังจากขอความช่วยเหลือไปก็มีผู้ใจบุญหลายคนช่วยค่ารักษาพยาบาลมาริโอ้
สำหรับการรักษาครั้งนั้นมาริโอ้ต้องอยู่กับหมอที่โรงพยาบาลนาน 3 เดือน ระหว่างที่รักษาตูนก็จะไปเยี่ยมเขาตลอด แล้วก็จะบอกว่า "แม่ไม่ทิ้งโอ้นะ" ก็คือ เราพูดอย่างนั้นเพื่อให้เขามีสุขภาพดี แล้วเราก็จะพาเขาวิ่งเล่นที่สวนในโรงพยาบาล เพื่อให้เขารู้สึกว่าเรารักเขา เราไม่ทิ้งเขา แล้วตูนก็เชื่อว่าหมอให้ยาให้อะไรอยู่แล้ว แต่ว่าถ้าหมาสุขภาพจิตดี ถ้าเขามีความสุขมันส่งผลมากกว่ายา ก็เลยหมั่นไปเยี่ยมจนจากตอนแรกที่เข้าโรงพยาบาลหมอบอกว่าเขาเป็นขี้เรื้อนเปียก ขี้เรื้อนแห้ง พยาธิในเม็ดเลือด ติดเชื้อในกระแสเลือด แล้วก็ค่าเม็ดเลือดขาวต่ำ ตรวจเลือดมาแล้ว เม็ดเลือดแดงต่ำกว่าเลือดเม็ดเลือดขาว เลือดเขาค่อนข้างที่จะใสมาก คุณหมอพูดเลยว่าดูแล้วโอกาสรอดก็ 50 50 วันนั้นตูนเลยพูดกับมาริโอ้ว่า "แม่ไม่ทิ้งหนูนะ" แล้วก็หมั่นไปเยี่ยมเขาทุก ๆ วัน
ตูนก็ไม่รู้ว่าทำไมถึงเป็นห่วงเขามาก พอไม่ไปเยี่ยมก็ไม่รู้ว่าเขาจะอยู่ได้ไหม แต่ดีที่เขาฟื้นตัวเร็ว เนื่องจากสภาพจิตใจของเขาดี แล้วเราก็ไม่รังเกียจก็หอมกอดเขาเหมือนเขาไม่ได้เป็นขี้เรื้อน ก็คิดว่าพอเราถ่ายทอดความรักแล้วเขารับรู้ทุกอย่างส่งผลให้สุขภาพเขาฟื้นตัวได้เร็ว และในที่สุดตูนก็รับเขากลับมาดูแลที่บ้านค่ะ พอมาริโอ้ออกจากโรงพยาบาลทางโครงการเขาก็โอนค่ารักษามาให้หมอประมาณ 50,000 กว่าบาทแล้วก็ส่วนที่เหลือเขาก็จะตัดค่ารักษาไปเรื่อยทุกอาทิตย์ แล้วเราก็จะเอาใบเสร็จมารายงานการรักษาผ่านทางพันทิปและเฟสบุ๊ค
การพามาริโอ้กลับมาดูแลที่บ้านจะต้องระวัดระวังในการดูแลมาก ๆ เพราะโรคที่เขาเป็นคือโรคขี้เรื้อนถ้าดูแลไม่ดีก็จะสามารถกลับมาเป็นได้อีก ช่วง 1 ปีกว่าที่ผ่านมา มาริโอ้เป็นโรคนี้ประมาณ 3 ครั้ง ดังนั้นพอเขาเริ่มมีขี้เรื้อขี้นเราก็จะรีบรักษาทันทีไม่รอให้เป็นเยอะ จนตอนนี้มาริโอ้ไม่มีขี้เรื้อนขึ้นแล้ว ตูนคิดว่ามันไม่ใช่แค่การดูแล แต่มันต้องบวกกับความรักและให้ความสุขที่สุดกับเขาด้วย ทำให้เขามีชีวิตอยู่มาได้จนถึงทุกวันนี้ค่ะ
เริ่มหาบ้านใหม่ให้มาริโอ้ ...
ตอนแรกตูนไม่ได้ตั้งใจจะเลี้ยงมาริโอ้เอาไว้เอง แต่ตั้งใจว่าจะดูแลจนกว่าจะแข็งแรกแล้วก็หาบ้านใหม่ให้เขา ช่วงแรกที่หาบ้านให้มาริโอ้ตอนนั้นเขาหายป่วยดีแล้วแต่ขนยังไม่ค่อยสวยเท่าไหร่ แต่ตูนก็ตัดสินใจหาบ้านให้เขา โดยจะมีกฏระเบียบคือ ถ้าใครสนใจอยากจะรับเลี้ยงมาริโอ้ก็ให้ส่งรูปบ้านมาให้ดูก่อน ถ้าเราเห็นว่าโอเคก็จะติดต่อขอเบอร์โทรศัพท์และให้มาเจอมาริโอ้ที่บ้าน มาเรียนรู้นิสัยใจคอ มาดูว่าสภาพของมาริโอ้เป็นแบบนี้จะรับได้หรือไม่ ถ้าเขาโอเคตูนก็จะพามาริโอ้ไปเที่ยวบ้านเขา เพื่อไปดูว่าบ้านเขาพร้อมจริงไหม
ส่วนเมื่อถึงเวลาส่งมอบ ตูนก็จะทำสัญญาอุปการะ ถ้าเลี้ยงไม่ได้ก็ต้องส่งหมาคืนเรา ห้ามปล่อย ห้ามทิ้ง ห้ามให้คนอื่น เจ็บป่วยต้องรักษา ตอนนั้นมีคนติดต่อมาขอมาริโอ้เยอะมาก ตูนก็คัดเลือกจนเหลือประมาณ 10 กว่าคน และก็นัดให้เขามาเยี่ยมมาริโอ้ มาดู มาคุยกันเรียบร้อยแล้ว คนที่ หนึ่ง สอง สาม ที่เราตัดรอบแรกสุดท้ายเขาก็ไม่มา เหมือนกับว่าเขาไปอ่านข้อมูลมาริโอ้เยอะ ๆ ว่าเป็นโรคนั้นโรคนี้ เป็นทั้งภูมิคุ้มกันบกพร่องแล้วก็อาจจะกลับมาเป็นขี้เรื้อนได้อีก เขาก็เลยปฏิเสธกัน ตูนหาบ้านให้มาริโอ้อยู่นานหาจนปลายปีของปี 2555 คือส่วนใหญ่มาดูแล้วรับนิสัยมาริโอ้ไม่ได้เพราะมาริโอ้เป็นหมาที่ไฮเปอร์มากกระโจนใส่ กัดของ ทำลายของ กัดนก แกล้งหมาตัวอื่นในคอก บวกกับมาริโอ้มีโอกาสที่จะป่วยได้ง่ายอีกก็เลยไม่มีใครมารับไปเลี้ยง เพราะเขาคงกังวลว่าถ้ามาดูแล้วรับไป อาจจะดูแลไม่ไหวในระยะเวลาต่อมา
เมื่อหาบ้านให้ไม่ได้ ก็เลยตัดสินใจเลี้ยงเองและดูแลอย่างดี
พอหาบ้านให้เขาไม่ได้ ตูนก็เลี้ยงตัดสินใจเลี้ยงมาริโอ้เอาไว้เอง ก็เลี้ยงเอาไว้กับน้องหมา น้องแมวตัวอื่น ๆ ที่เก็บมาเลี้ยง ... แต่ช่วงปีแรกที่เอามาริโอ้มาเลี้ยงเขาจะเป็นขี้เรื้อนบ่อยมากเป็นประมาณ 3-4 ครั้ง พอเป็นแล้วก็จะขึ้นเป็นเม็ด เป็นตุ่มแล้วก็แดง แล้วก็มีเลือดไหลตามรูขุมขน เป็นเหมือนขี้เรื้อนเปียกเป็นตุ่มแล้วปะทุแตก ตูนก็ให้เขากลับไปกินยา แล้วก็เอากลับไปรักษาที่โรงพยาบาล แล้วก็ทางโรงพยาบาลเก่าก็แนะนำให้ลองไปตรวจกับที่โรงพยาบาลสัตว์เกษตรว่ามาริโอ้แพ้อะไรกันแน่เพราะว่าไม่หายสักทีช่วงปีแรก
พอเริ่มไปรักษาที่โรงพยาบาลสัตว์เกษตร คุณหมอก็บอกว่าต้องเคลียร์เรื่องขี้เรื้อนให้ได้ก่อนว่ามาริโอ้แพ้อะไร ก็กินยาอยู่ ประมาณ 3-4 เดือนแล้วก็หาย คุณหมอเลยบอกว่าไม่น่าแพ้อะไรแล้ว แต่ให้งดเนื้อไก่ หลังจากการรักษาช่วงแรกก็มีคนส่งน้ำมันปาล์มและอาหารเสริมต่าง ๆ ที่ช่วยบำรุงร่างกายและช่วยให้ผิวหนังฟื้นตัว มาริโอ้ก็เลยดีขึ้น แต่ตั้งแต่ปีแรกมาริโอ้กินยามาเยอะเลยทำให้ตับของเขาไม่ดี เราก็ต้องเริ่มเปลี่ยนมาหยดยา ฉีดยาใต้ผิวหนัง ให้น้ำเกลือ แล้วอาการโรคผิวหนังก็หายสักพักใหญ่ ๆ แล้วก็มาเป็นโรคประเพาะปัสสาวะอักเสบอีกทีหนึ่ง ตอนนั้นตูนสังเกตเห็นว่าเขาไม่กินข้าวไม่รู้เป็นอะไร ก็พาไปหาหมอก็กินแต่ยาฆ่าเชื้อ กินไปแต่ก็ยังหาสาเหตุไม่ได้ หมอก็เลยขอตรวจปัสสาวะ ผลออกมาก็คือปัสสวะอักเสบ หมอก็ให้เคลียร์ตรงกระเพาะปัสสวะอักเสบ ซึ่งค่าใช้จ่ายค่อนข้างสูง ตูนก็ใช้เงินบริจาคของมาริโอ้ที่เหลืออยู่ในบัญชีรักษาเขา แล้วก็มีพี่คนหนึ่งส่งเงินมาเพื่อให้ไปซื้ออาหารรักษาโรคนิ่วของยี่ห้อรอยัล คานิน พอมาริโอ้หายอีกเดือน 2 เดือน เขาก็มีอาการอึดำ ไม่กินข้าว ซึม ๆ เอาไปตรวจอีกหมอก็หาสาเหตุไม่ได้ พออึอีกทีมีเลือดปนก็พาไปหาหมออีกรอบ หมอหาสาเหตุไม่ได้เลยตัดสินใจเอามือล้วงเข้าไป เลยรู้ว่าเป็นมะเร็ง มีเนื้อร้ายทีหูรูดทวาร แล้วหมอก็ตัดชิ้นเนื้อไปตรวจ ปรากฏว่าเนื้อที่ตรวจเป็นเนื้อร้ายเป็นมะเร็ง
พอรู้ว่าเขาเป็นมะเร็งตูนก็เครียดนะคะ เพราะกลัวว่าเขาจะเป็นหนัก แล้วก็เป็นห่วงเรื่องค่าใช้จ่ายในการรักษาด้วย คือค่าใช้จ่ายค่อนข้างสูง ตูนก็เลยตัดสินใจระดมทุนในการรักษามาริโอ้ เอาของมาประมูลผ่านทางเฟซบุ๊ค ตอนนั้นมีหลายคนมาก ๆ ที่ให้ความช่วยเหลือเรา มีอยู่คนหนึ่งเขารู้ว่าตูนช่วยเหลือหมาแมวจรจัดเขาก็โอนเงินมาให้เลย 7,000 เราก็เอาเงินไปใช้จ่ายค่ารักษาผ่าตัดมะเร็งหูรูดใมห้มาริโอ้ ส่วนเงินที่เหลือจากการผ่าตัดก็เอาไปซื้ออาหารให้มาริโอ้กับน้องหมาน้องแมวตัวอื่น ๆ ซึ่งพวกค่าใช้จ่ายนี้ปกติตูนก็จะแจ้งบัญชีค่าใช้จ่ายตลอดเพื่อความสบายใจของผู้ที่บริจาคเงินช่วยเหลือน้องหมาทุกคน
ค่าใช้จ่ายที่ต้องแบกรับในการช่วยเหลือน้องหมาน้องแมว
ตูนไม่ค่อยได้คิดเรื่องเงินนะคะ คือถ้าข้าวหมดเราก็ซื้อ ตูนจะซื้อข้าวสารกับอาหารเม็ดแล้วก็อาหารสุนัขแช่แข็งเอามาต้มคลุกรวมกัน บางทีก็จะซื้อเศษเนื้อปลาแซลมอนชิ้นเล็ก ๆ มาต้มให้มาริโอ้กิน ... แต่ในบางเดือนที่ช็อตมาก ๆ ตูนก็จะแบ่งเงินที่ใช้รักษาน้องหมามาเป็นค่าอาหาร หรือถ้ามีเพื่อน ๆ เมตตาเขาก็จะโอนเงินมาช่วย ตูนก็จะแจกแจงบัญชีให้เพื่อน ๆ ที่บริจาคเงินได้ทราบว่าเราใช้เงินไปเท่าไหร่ แต่ตูนก็ไม่ได้ขอระดมทุนทุกเดือนนะคะ ก็จะใช้เฉพาะช่วงที่เราไม่มีเงินจริง ๆ
คิดยังไงกับ พ.ร.บ.ป้องกันการทารุณกรรมและการจัดสวัสดิภาพสัตว์
ตูนคิดว่าดีนะคะ เพราะกฏหมายค่อนข้างที่จะครอบคลุมและช่วยเหลือสุนัขหมาแมวได้ดีกว่า พ.ร.บ. เดิม แล้วก็มีการตราใช้เป็นกฏหมาย แล้วคนสามารถช่วยเหลือสัตว์ได้ดีกว่ากฏหมายเดิม เพราะว่ากฏหมายเก่าอยู่ในดุลยพินิจของเจ้าหน้าที่ อย่างถ้าเจ้าของทำร้ายหมา โมโหที่หมากัดไก่ ในสายตาคนรักหมาคิดว่ามันทารุณแล้ว แต่ถ้าเราไปแจ้งความเจ้าหมาที่อาจมองไปว่าการกระทำอย่างนี้ไม่ทารุณ เป็นวิธีการเลี้ยง แล้วตามกฏหมายหมาเป็นทรัพย์สิน การทารุณของแต่ละคนไม่เหมือนกัน แต่พอกฏหมายนี้ตราขึ้น คือการที่ทำอะไรก็แล้วแต่ที่เป็นการทารุณกรรมในสายตาเรา แล้วกฏหมายมันมากกว่าเดิม ก็จะครอบคลุมในส่วนของเจ้าของทำร้ายหมาเข้าไปด้วย แล้วบางคนเลี้ยงหมาเพื่อที่จะข่มขืนสนองความต้องการทางเพศ ถามว่าตำรวจทำอะไรได้ไหม ทำได้ถ้าจะทำ แต่โดยส่วนใหญ่แล้ว หมาคือทรัพย์สิน แต่กฏหมายบังคับใช้การทำเช่นนี้ก็จะเข้าข่ายการทารุณกรรม อยากให้กฏหมายประกาศใช้เร็ว ๆ จังเพราะอย่างน้อยมันทำให้คนคิดหน้าคิดหลังที่จะหาประโยชน์กับสัตว์ และคิดที่จะทำร้ายสัตว์
สุดท้ายนี้อยากฝากอะไรถึงคนที่กำลังคิดจะเลี้ยง และกำลังเลี้ยงน้องหมาอยู่
ถ้าคุณจะเลี้ยงหมาพันธุ์คุณก็ควรจะศึกษาหาข้อมูลเกี่ยวกับสายพันธุ์นั้น ๆ ก่อนตัดสินใจเลี้ยงว่าน้องหมาพันธุ์นั้นมีนิสัยเป็นอย่างไร อย่าง ไซบีเรียน เวลาเรามองก็จะมองว่าคนเลี้ยงไซบีเรียนดูดีดูสง่า แล้วเรารู้สึกว่าเราเลี้ยงไม่ได้หรอก แล้ววันหนึ่งเอาเขามาเราไม่รู้หรอกว่าไซบีเรียนมันซน ปีน ทำลายของ เราต้องรับนิสัยนี้ของเขาให้ได้ ดังนั้นใครสักคนที่คิดจะเลี้ยงหมาให้คิดเยอะ ๆ โดยเฉพาะหมาพันธุ์ว่าพวกเขามีลักษณะนิสัยอย่างไร ถ้าคุณโอเค รับตรงนี้ได้ ค่อยตัดสินใจที่จะเลี้ยง แต่ถ้าคุณลังเลไปลองเลี้ยงหมาไทยก่อน แล้วคุณจะหลงเสน่ห์หมาไทย เพราะหมาไทยมีอะไรหลาย ๆ อย่างที่หมาบางพันธุ์ก็สู้ไม่ได้ อย่างเรื่องความซื่อสัตย์ ความรักเจ้าของ เลี้ยงง่าย ปัญหาโรคไม่ค่อยมี ดูแลง่ายกว่าหมาพันธุ์ แล้วก็เรื่องโรคผิวหนัง ก็มีหลายคนเข้ามาปรึกษาเราว่าถ้าถ้าเป็นโรคแบบนี้ต้องทำอย่างไร เราก็เขียนคุยกับเขาว่า ต้องใจเย็นนะ คุณเชื่อไหมว่าพลังความรักมันมีค่ามากกว่ายาแล้วก็อาหารนะ คุณพาเขาไปรักษา คุณเคยคิดที่จะกอดเขาไหม บอกให้เขารู้ว่าคุณรักเขา คุณไม่รังเกียจ ตูนเชื่อว่าหมาทุกตัวก็เหมือนกับคนเมื่อมันมีสารแห่งความสุขมันก็จะหลั่งสารตรงนั้นมา ทำให้มีภูมิคุ้มกันที่ดี ตูนเชื่อย่างนั้นนะ แล้วส่วนอาหารเนี่ย อย่างไก่นี่ไม่ควรกิน ก็ควรให้น้องกินปลา ถ้ากินอาหารเม็ดก็ให้กินสูตรที่ไม่มีเนื้อไก่ หรืออาหารสูตรโฮลิสติก ดูแลสุขภาพสุนัข แต่ถ้าน้องติดข้าว อาจหุงข้าวกล้องคลุกกับปลาต้มกับผักให้น้องกินสักเดือนหนึ่ง หรือให้น้องกินน้ำมันปลา แล้วใช้น้ำมันมะพร้าวทาผิว ทาตัวเขาให้น้ำมันมันขึ้นที่ร่างกายก็อาจทำให้ขนขึ้นเร็วขึ้น แล้วก็อย่ารังเกียจ หมั่นอาบน้ำเป่าให้แห้ง คือเราให้กำลังใจทุกคนที่เขียนมาถามว่า จะต้องทำอย่างไรกับหมาของเขา แล้วก็มีบางเคสจะทิ้งหมา เพราะมีปัญหากับแฟน เราก็บอกว่า แฟนเนี่ยอยู่กับเราไม่นานหรอกนะ ถ้าเขาเจอสิ่งที่ดีกว่าเขาอาจจะไปก็ได้ แต่หมาจะอยู่กับเราไม่ทิ้งเราไปสิบยี่สิบปี ถึงวันหนึ่งเขาเจอสิ่งที่ดีกว่าเขาก็ไม่ไปจากเรา ... ดังนั้นต้องจำไว้เสมอว่า สำหรับน้องถ้าเราไม่มีเขาเราอยู่ได้ แต่ถ้าเขาไม่มีเราเขาอยู่ไม่ได้นะ คือ เราควรจะมองดวงตาของพวกเขา ไม่ว่าเราจะตีเขา เราจะยังเห็นดวงตาของเขามีเราในดวงตา เพราะฉะนั้นรักเขาไปเถอะค่ะแล้วเขาจะมอบความรักกลับมาให้คุณทั้งชีวิตเลย
ได้อ่านเรื่องราวของเจ้ามาริโอ้และคุณตูนแล้ว ต้องบอกว่าความรักเป็นสิ่งมหัศจรรย์จริง ๆ นะคะ สามารถเปลี่ยนชีวิตน้องหมาตัวหนึ่งที่กำลังจะตายให้กลับมามีชีวิตที่สดใสได้อีกครั้ง ... นี่ก็เป็นสิ่งที่พิสูจน์ให้ได้เห็นแล้วว่า สำหรับน้องหมาความรักจากผู้เลี้ยงนั้นเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดและสามารถช่วยเยียวยาความเจ็บป่วยทั้งทางกายและทางใจให้กับน้องหมาได้เป็นอย่างดี และจะเป็นการดีมากถ้าหากความรักความเมตตานั้นยังเหลือเผื่อแผ่ไปถึงน้องหมาไร้บ้านไร้เจ้าของตัวอื่น ๆ ด้วย
เป็นไงล่ะคะพี่เขาใจดีใช่ไหมล่ะ เอิงเองยังรู้สึกดีเลยถึงแม้จะรู้เรื่องจากปากเจ้าตัวแล้วก็ตามพอมาอ่านอีกทีก็ยังรู้สึกดีอยู๋เลย มันดูเป็นความรักที่ยิ่งใหญ่เลยนะคะกับการต่อชีวิตเจ้าตูบตัวนี้ ลองคิดดูนะคะว่าถ้าพี่เขาไม่เก็บมาดูแลเจ้าตูบจะเป็นยังไง....ใช่คะถูกเลยเจ้าตูบต้องตายแน่นอนถึงไม่ตายก็อยู่อย่างทรมาน ไหนจะนึกถึงเจ้าของ ไหนจะอาการป่วย โอ้ยยแค่คนเราเป็นหวัดทียังจะแย่เลยคะแล้วเจ้าตูบเป็นขนาดนี้คิดเอาล่ะกันคะว่ามันจะหนักขนาดไหน แต่ก็รู้สึกดีนะคะที่ยังเห็นคนในประเทศเรามีจิตใจที่ดีอยู่บ้าง ใครอยากเจอเจ้าตูบก็ไปสนามจันทร์บ่อยๆนะ555เจ้าตูบจะมาวิ่งกับเจ้านายบ่อยๆ
ขอบคุณคะ
ชัญญากัญ
รัก
รัก...ของสุนัข
สวัสดีคะวันนี้เอิงมีเรื่องเกี่ยวกับน้องหมามาให้อ่านกันด้วย เพื่อนๆหลายๆคนคงเลี้ยงสุนัขกันใช่ไหมคะ เอิงเองก็เลี้ยงสุนัขคะเอิงเลี้ยงพันธุ์ชิวาวา แสบสุดๆแต่มันรักคนในครอบครัวมากคะเป็นห่วงตลอด จะไปเข้าห้องน้ำทีก็จะมีเจ้าตัวแสบวิ่งไปเฝ้าตลอดคะ 555แล้วเพื่อนๆที่เลี้ยงสุนัขเคยรู้ไหมคะว่าน้องสุนัขสุดแสบของพวกเราเขาคิดยังไงบ้าง อ่าาาาคงไม่รู็กันสินะคะงั้นลองอ่านกันดูนะคะแล้วคุณจะรู้ว่าสุดแสบของคุณเขาคิดยังไง
ความรักของแต่ละคนมีความเชื่อ อุดมการณ์ แตกต่างกันไป บางคนรักเพื่อแบ่งปัน บางคนรักเพื่อมั่นคง บางคนรักเพื่อความร่ำรวย แต่สำหรับน้องหมาแล้วความรักที่พวกเขามีต่อผู้เลี้ยงมั่นคงและบริสุทธิ์มาก ๆ มีหัวใจรักที่ยิ่งใหญ่ เป็นแบบแผนความรักที่แม้ขนาดคนรักยังต้องอาย ซึ่งถ้าใครที่เลี้ยงน้องหมาจะรู้เลยว่า ความรักที่พวกเขามีให้เรานั้น หวานเจี๊ยบ ไม่มีเก่า เหมาะกับนำมาปรับใช้กับชีวิตคู่เรามาก ๆ เลยล่ะค่ะ
1. รัก ... ไร้เงื่อนไข
ความรักของน้องหมาไม่ได้อยู่ที่ภายนอกว่าจะรักเจ้าของที่มีหน้าตาแบบไหน มีรถกี่คัน บ้านกี่หลัง มีอาหารพรีเมี่ยมให้กินทุกมื้อหรือไม่ แต่ความรักของพวกเขาอยู่ที่ใจของพวกเขาเอง เมื่อใดที่พวกเขารัก ยอมรับใครสักคนเป็นเจ้าของของชีวิตแล้วพวกเขาจะรักไม่เสื่อมคลาย ไม่มีตัวแปรใดมาเปลี่ยนแปลงความรักของพวกเขา ไม่ได้ต้องการสิ่งใดนอกจากเห็นคนที่ตัวเองรักมีความสุข ซึ่งความรักเช่นนี้เองที่ชีวิตคู่ควรจะมีแต่กลับเป็นสิ่งที่หาได้ยากมากที่สุด
2. ซื่อสัตย์ต่อความรู้สึกของตนเอง
น้องหมาซื่อตรงกับความรู้สึกของตัวเอง หิว โมโห ไม่พอใจ ดีใจ น้อยใจ กลัว กังวล พวกเขาแสดงออกมาอย่างซื่อตรงเสมอ (แต่อาจพังบ้านได้นะคะ) พวกเขาไม่ปิดกั้นความรู้สึก แสดงออกตรงข้าม แล้วนำมาสู่ความเข้าใจผิด หรือปล่อยให้อีกฝ่ายกังวลใจ คิดไปเอง ซึ่งการซื่อตรงต่อความรู้สึกนี้เองจะช่วยให้ความสัมพันธ์เรียบง่าย ไม่ซับซ้อน วุ่นวาย และพร้อมจะแก้ปัญหาไปด้วยกัน
3. ซื่อสัตย์ จงรักภักดี
สิ่งที่เป็นอันตรายมากที่สุดในทุกความสัมพันธ์ก็คือ การหลอกลวง โกหก ไม่ซื่อสัตย์ เมื่อสิ่งนี้เกิดขึ้น แม้แต่ความรักไร้เงื่อนไขก็อาจะสูญสลายได้เพราะสิ่งนี้ น้องหมาเป็นสัตว์เลี้ยงที่มีความจงรักภักดีต่อเจ้าของของพวกเขา พร้อมจะปกป้อง คุ้มกันภัย ซื่อตรง และไม่เปลี่ยนแปลง ถึงแม้จะมีคนที่ดูดีกว่า ดูร่ำรวยกว่า มีที่อยู่อาศัยใหญ่โตกว่าเจ้าของมาสนใจ ก็ไม่ได้คิดจะเปลี่ยนใจไปอยู่อาศัยด้วย พวกเขาก็ยังคงรักและซื่อสัตย์กับเจ้าของ หรือถึงแม้จะโดนทำโทษก็ยังคงซื่อสัตย์ จงรักภักดีเว้นเสียแต่ว่าถูกเจ้าของทำร้ายสะสมจนกลายเป็นความเครียดแล้วจึงตอบโต้เพื่อการป้องกันตัวเท่านั้น ไม่ใช่การแก้แค้น แล้วไม่เคยที่จะคิดหนีออกไปไหน(ยกเว้นหนีออกไปเที่ยวเล่น) ยังคงอยู่ปกป้องเจ้าของจากผู้อื่นเสมอ
4. ไม่ทำร้ายจิตใจใคร
น้องหมาไม่ได้เป็นพวกอยู่ดีๆ เดินผ่านก็แว้งกัด หรืออารมณ์หงุดหงิดก็พาลวิ่งไล่กัดเจ้าของหรือคนอื่น แต่พวกเขาจะมีเหตุผลที่ทำร้ายร่างกายนั้น เช่น ถูกรังควาญทำให้เครียดหงุดหงิด โดนเด็ก ๆ ดึงหางเล่น กรี๊ดใส่ มีคนใส่เสื้อผ้าลุ่มล่าม ถือไม้ ดูไม่น่าไว้ใจ ตีทำร้ายพวกเขา เป็นต้น ซึ่งการทำร้ายร่างกายใครสักคนมักเป็นการทำเพื่อป้องกันตัว ยิ่งกับคนที่พวกเขารัก ยิ่งไม่ทำร้ายเลยค่ะ ส่วนเรื่องของการทำร้ายจิตใจ ... น้องหมามีใจที่ซื่อตรง จงรักภักดี ไม่มีความซับซ้อนพอขนาดทำร้ายจิตใจใครได้ อาจทำได้เพียงทำลายข้าวของที่เรารักอย่างไม่ได้ตั้งใจ ... ซึ่งไม่ว่าจะทั้งการทำร้ายร่างกายและจิตใจที่น้องหมาทำนั้น หากมองดี ๆ แล้วจะเห็นเลยว่า พวกเขาไม่มีเจตนาร้ายหรือต้องการทำให้ใครเจ็บช้ำ หากเรามีสติ ละเว้นการเจตนาหรือตั้งใจจะทำร้ายจิตใจคนอื่นหรือคนที่รัก ก็จะช่วยให้ความสัมพันธ์งดงาม อยู่กันอย่างเบาสบายทั้งใจเรา ใจเขาค่ะ
5. เป็นมิตรแท้ พร้อมร่วมทุกข์ ร่วมสุข
น้องหมาเป็นเพื่อนที่ดีของมนุษย์ พวกเขาพร้อมบุกลุยไปกับเราทุกที่ อยู่เคียงข้างแม้ในยามที่เราสุข หรือทุกข์ เจ็บป่วย ไม่สบาย ไม่ทิ้งกัน เพียงแค่อยู่ข้าง ๆ เอาหน้ามาซบไหล่ ซบขา เลียมือ ก็ช่วยทำให้คนที่พวกเขารักรู้สึกดี ถึงจะช่วยแก้ไขอะไรไม่ได้เลยก็ตาม การที่จะใครสักคนมีความทุกข์ มักแค่ต้องการใครสักคนนั่งข้างๆ อาจไม่ต้องเอื้อนเอ่ยอะไร ขอเคียงข้างไม่หนีไปไหน ไม่ทิ้งกัน หรือจับมืออย่างอ่อนโยน ... แค่นั้นก็เพียงพอ
6. อยู่กับปัจจุบัน
น้องหมานั้นพวกเขามีชั่วขณะปัจจุบันเป็นกุญแจสำคัญของการมีชีวิตที่เป็นสุข หากเราทำโทษเขา พวกเขาจะไม่โกรธเคือง เคืองแค้น พอเราเดินไปอีกก็กระดิกหางดีใจ ลืมว่าตะกี้ถูกตีไปแล้ว พวกเขาจึงมีความสุขได้ค่อนข้างง่าย ไม่จมกับอดีต ไม่กังวลอนาคต ถึงแม้วันหนึ่งพวกเขาจะต้องพิการหรือต้องแยกจากเจ้าของ พวกเขาอาจจะรู้สึกเศร้าบ้างที่ไม่เป็นเหมือนเดิม แต่ไม่นานพวกเขาก็จะปรับตัวได้ และมีชีวิตอยู่กับปัจจุบัน ทำสิ่งที่อยู่ตรงหน้าอย่างเต็มที่ ความรักก็เช่นกัน หากเราคบใครสักคน การได้อยู่กับคนที่รักเพียงปัจจุบันขณะจะทำให้เรารู้สึกเบิกบาน แต่เมื่อไหร่ก็ตามที่เรายึดติดกับความผิดของอีกฝ่ายในอดีต กังวลเรื่องในอนาคตว่าจะเป็นอย่างไร คอยจับผิด คิดไปเอง ก็จะทำให้เราคลาดช่วงเวลาที่มีความสุขที่สุดในชีวิตได้ค่ะ
7. มีอารมณ์ขัน
น้องหมาถึงจะเป็นสายพันธุ์ดุโหดอย่างพิทบูลล์ พวกเขาก็จะมีมุมน่ารัก ขี้เล่น มุ้งมิ้งกับเจ้าของ เรียกรอยยิ้มเสียงหัวเราะให้แก่คนในครอบครัวได้ ซึ่งการที่เราสร้างบรรยากาศที่ดีให้แก่ชีวิตคู่ ทำอะไรน่ารัก ตลก ๆ งี่เง่าบ้าง เพื่อทำให้อีกฝ่ายได้หัวเราะ (ทิ้งอีโก้ออกไปซะบ้าง) ก็ทำให้เราพลอยมีความสุขไปด้วย อีกทั้งยังเป็นการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างเราและเขาให้รู้สึกผูกพันกันมากขึ้นด้วยรอยยิ้ม และบรรยากาศของความสุขค่ะ
8. ประจบเอาใจบ้างเป็นบางเวลา
เรื่องประจบเอาใจ เป็นเรื่องปกติมากของน้องหมาทุกสายพันธุ์ พวกเขามักจะประจบด้วยการขอนอนหนุนนอนบนตัก คอยคลอเคลีย เอาคางมาเลย เอาขามาพาด ดู ๆ ไปก็เป็นการเรียกร้องความสนใจจากเจ้าของ แต่ก็เพราะพวกเขาต้องการอยู่ใกล้ชิดกับคนที่รักจนขอออเซาะออดอ้อน จนเราก็เผลอใจอ่อนยอมลูบหัว เล่นกับน้องหมา ซึ่งในความสัมพันธ์ของชีวิตคู่ การประจบเอาใจก็ไม่ได้มีอะไรน่าเสียหาย เสียศักดิ์ศรี หรือน่ารำคาญเสมอไปนะคะ หากเป็นการเรียนรู้การให้ เพิ่มความหวานให้ชีวิตคู่ จะได้ไม่เคร่งเครียดจนเกินไปอีกทั้งยังเป็นการเอาใจใส่แบบน่ารัก ๆ ส่วนคนที่ไม่นิยมความหวาน ลองเอาใจดูขำ ๆ ก็ได้ค่ะ ไม่แน่คู่รักอาจรู้สึกเซอร์ไพรส์ จนหัวใจพองโต ^0^
9. เป็นนักฟังที่ดี ใส่ใจการสื่อสารของอีกฝ่าย
อาจเพราะน้องหมาพูดไม่ได้พวกเขาก็เลยทำหน้าที่เป็นพูดฟังได้ดี ไม่มีขัดจังหวะเวลาเราบ่น หรือระบายความทุกขฺกับน้องหมา แต่ถ้าเราสังเกตให้ดีจะเห็นว่า ขณะที่เราคุยกับเขา ถึงฟังไม่ออก ตอบไม่ได้ เขาก็มองเรา ตั้งใจฟัง ไม่พยายามเลี่ยงหรือหนีจนทำให้เรารู้สึกไม่มีค่า ดังนั้น ถ้าคนที่เรารักอยากจะพูด บ่น หรือระบายอะไรให้ฟังเราก็แค่รับฟัง ไม่ขัดคอ พยายามแสดงว่าเข้าใจความรู้สึกของเขา แม้เราจะไม่เห็นด้วยไปทั้งหมด บางคนอาจคิดว่าทำไมต้องเออออตามไปด้วยเหมือนไร้สมอง แต่ลองมองกลับกันดูนะ ถึงเวลาเราอยากระบาย เราก็ไม่ได้ต้องการความเห็น ขอแค่มีคนรับฟังอย่างตั้งใจใช่ไหมคะ ... คนที่เรารักก็เช่นกันค่ะ ^^
10. มีวินัย เสมอต้นเสมอปลาย
น้องหมานั้นมีนาฬิกาชีวิตที่ชัดเจนมาก พวกเขาจะรู้ทันทีว่าเวลาใดควรทำอะไรตารางเวลาอย่างสม่ำเสมอ แทบไม่ต้องรอให้เจ้าของบอก ไม่ว่าจะตื่นนอน กินข้าว ออกไปวิ่งเล่น ทักทายเจ้าของ รอเจ้าของกลับบ้าน หากิจกรรมเล่นด้วยกัน พวกเขาไม่มีโปรโมชั่น ซึ่งความเสมอต้น เสมอปลาย ใส่ใจคู่รักอย่างสม่ำเสมอ ไม่เปลี่ยนแปลง จืดจางตามกาลเวลานี้เอง เป็นการสร้างความมั่นคงแข็งแรงให้แก่ความสัมพันธ์ของชีวิตคู่ให้อยู่ยื่นยงยาวนานค่ะ
ชีวิตรักของเพื่อน ๆ มีปรัชญาความรักฉบับหมา ๆ กันกี่ข้อคะ พริกมีอยู่ไม่ถึง 5 ข้อเลย (ฮา) ถึงว่าความสัมพันธ์ชักแกว่ง ๆ สงสัยคงถึงเวลาแล้วที่จะปรับชีวิตรักทั้งกับครอบครัวและเพื่อนฝูงใหม่ เอาใจตัวเองเป็นใหญ่ให้น้อยลง เพราะการทำให้คนที่เรารักมีความกับสุขได้นั้น ... เริ่มต้นจากความรักของเรา ...สุขสันต์เดือนแห่งความรักนะคะ ^^
โหอ่านเเล้วเป็นไงบ้างล่ะคะ ถึงเห็นแสบๆแบบนั้นเจ้าสุดแสบก็รักเรามากๆเลยนะคะ อีกอย่างเอิงอยากบอกว่า ใครที่ซื้อเจ้าตูบมาแล้วเมื่อเขาไม่สบายหรือป่วยอย่าทิ้งเขานะคะ เลี้ยงเขารักเขาให้เหมือนตอนที่เราเจอเขาครั้งแรก อย่าทิ้งขว้างเขา เขามีหัวใจเหมือนพวกเรา มีความรู้สึกและคิดเป็น การที่เอาเขามาอยู่ด้วยแล้วเขารู้สึกผูกพันกับเรามากๆนะคะ อย่าให้เขาเหงาอย่าให้เขาอด ดูแลเขาให้ดีๆนะคะ...เพราะเขารักคุณมากกว่าที่คุณจะคาดถึง
ขอบคุณคะ
ชัญญากัญ
สวัสดีคะวันนี้เอิงมีเรื่องเกี่ยวกับน้องหมามาให้อ่านกันด้วย เพื่อนๆหลายๆคนคงเลี้ยงสุนัขกันใช่ไหมคะ เอิงเองก็เลี้ยงสุนัขคะเอิงเลี้ยงพันธุ์ชิวาวา แสบสุดๆแต่มันรักคนในครอบครัวมากคะเป็นห่วงตลอด จะไปเข้าห้องน้ำทีก็จะมีเจ้าตัวแสบวิ่งไปเฝ้าตลอดคะ 555แล้วเพื่อนๆที่เลี้ยงสุนัขเคยรู้ไหมคะว่าน้องสุนัขสุดแสบของพวกเราเขาคิดยังไงบ้าง อ่าาาาคงไม่รู็กันสินะคะงั้นลองอ่านกันดูนะคะแล้วคุณจะรู้ว่าสุดแสบของคุณเขาคิดยังไง
ความรักของแต่ละคนมีความเชื่อ อุดมการณ์ แตกต่างกันไป บางคนรักเพื่อแบ่งปัน บางคนรักเพื่อมั่นคง บางคนรักเพื่อความร่ำรวย แต่สำหรับน้องหมาแล้วความรักที่พวกเขามีต่อผู้เลี้ยงมั่นคงและบริสุทธิ์มาก ๆ มีหัวใจรักที่ยิ่งใหญ่ เป็นแบบแผนความรักที่แม้ขนาดคนรักยังต้องอาย ซึ่งถ้าใครที่เลี้ยงน้องหมาจะรู้เลยว่า ความรักที่พวกเขามีให้เรานั้น หวานเจี๊ยบ ไม่มีเก่า เหมาะกับนำมาปรับใช้กับชีวิตคู่เรามาก ๆ เลยล่ะค่ะ
1. รัก ... ไร้เงื่อนไข
ความรักของน้องหมาไม่ได้อยู่ที่ภายนอกว่าจะรักเจ้าของที่มีหน้าตาแบบไหน มีรถกี่คัน บ้านกี่หลัง มีอาหารพรีเมี่ยมให้กินทุกมื้อหรือไม่ แต่ความรักของพวกเขาอยู่ที่ใจของพวกเขาเอง เมื่อใดที่พวกเขารัก ยอมรับใครสักคนเป็นเจ้าของของชีวิตแล้วพวกเขาจะรักไม่เสื่อมคลาย ไม่มีตัวแปรใดมาเปลี่ยนแปลงความรักของพวกเขา ไม่ได้ต้องการสิ่งใดนอกจากเห็นคนที่ตัวเองรักมีความสุข ซึ่งความรักเช่นนี้เองที่ชีวิตคู่ควรจะมีแต่กลับเป็นสิ่งที่หาได้ยากมากที่สุด
2. ซื่อสัตย์ต่อความรู้สึกของตนเอง
น้องหมาซื่อตรงกับความรู้สึกของตัวเอง หิว โมโห ไม่พอใจ ดีใจ น้อยใจ กลัว กังวล พวกเขาแสดงออกมาอย่างซื่อตรงเสมอ (แต่อาจพังบ้านได้นะคะ) พวกเขาไม่ปิดกั้นความรู้สึก แสดงออกตรงข้าม แล้วนำมาสู่ความเข้าใจผิด หรือปล่อยให้อีกฝ่ายกังวลใจ คิดไปเอง ซึ่งการซื่อตรงต่อความรู้สึกนี้เองจะช่วยให้ความสัมพันธ์เรียบง่าย ไม่ซับซ้อน วุ่นวาย และพร้อมจะแก้ปัญหาไปด้วยกัน
3. ซื่อสัตย์ จงรักภักดี
สิ่งที่เป็นอันตรายมากที่สุดในทุกความสัมพันธ์ก็คือ การหลอกลวง โกหก ไม่ซื่อสัตย์ เมื่อสิ่งนี้เกิดขึ้น แม้แต่ความรักไร้เงื่อนไขก็อาจะสูญสลายได้เพราะสิ่งนี้ น้องหมาเป็นสัตว์เลี้ยงที่มีความจงรักภักดีต่อเจ้าของของพวกเขา พร้อมจะปกป้อง คุ้มกันภัย ซื่อตรง และไม่เปลี่ยนแปลง ถึงแม้จะมีคนที่ดูดีกว่า ดูร่ำรวยกว่า มีที่อยู่อาศัยใหญ่โตกว่าเจ้าของมาสนใจ ก็ไม่ได้คิดจะเปลี่ยนใจไปอยู่อาศัยด้วย พวกเขาก็ยังคงรักและซื่อสัตย์กับเจ้าของ หรือถึงแม้จะโดนทำโทษก็ยังคงซื่อสัตย์ จงรักภักดีเว้นเสียแต่ว่าถูกเจ้าของทำร้ายสะสมจนกลายเป็นความเครียดแล้วจึงตอบโต้เพื่อการป้องกันตัวเท่านั้น ไม่ใช่การแก้แค้น แล้วไม่เคยที่จะคิดหนีออกไปไหน(ยกเว้นหนีออกไปเที่ยวเล่น) ยังคงอยู่ปกป้องเจ้าของจากผู้อื่นเสมอ
4. ไม่ทำร้ายจิตใจใคร
น้องหมาไม่ได้เป็นพวกอยู่ดีๆ เดินผ่านก็แว้งกัด หรืออารมณ์หงุดหงิดก็พาลวิ่งไล่กัดเจ้าของหรือคนอื่น แต่พวกเขาจะมีเหตุผลที่ทำร้ายร่างกายนั้น เช่น ถูกรังควาญทำให้เครียดหงุดหงิด โดนเด็ก ๆ ดึงหางเล่น กรี๊ดใส่ มีคนใส่เสื้อผ้าลุ่มล่าม ถือไม้ ดูไม่น่าไว้ใจ ตีทำร้ายพวกเขา เป็นต้น ซึ่งการทำร้ายร่างกายใครสักคนมักเป็นการทำเพื่อป้องกันตัว ยิ่งกับคนที่พวกเขารัก ยิ่งไม่ทำร้ายเลยค่ะ ส่วนเรื่องของการทำร้ายจิตใจ ... น้องหมามีใจที่ซื่อตรง จงรักภักดี ไม่มีความซับซ้อนพอขนาดทำร้ายจิตใจใครได้ อาจทำได้เพียงทำลายข้าวของที่เรารักอย่างไม่ได้ตั้งใจ ... ซึ่งไม่ว่าจะทั้งการทำร้ายร่างกายและจิตใจที่น้องหมาทำนั้น หากมองดี ๆ แล้วจะเห็นเลยว่า พวกเขาไม่มีเจตนาร้ายหรือต้องการทำให้ใครเจ็บช้ำ หากเรามีสติ ละเว้นการเจตนาหรือตั้งใจจะทำร้ายจิตใจคนอื่นหรือคนที่รัก ก็จะช่วยให้ความสัมพันธ์งดงาม อยู่กันอย่างเบาสบายทั้งใจเรา ใจเขาค่ะ
5. เป็นมิตรแท้ พร้อมร่วมทุกข์ ร่วมสุข
น้องหมาเป็นเพื่อนที่ดีของมนุษย์ พวกเขาพร้อมบุกลุยไปกับเราทุกที่ อยู่เคียงข้างแม้ในยามที่เราสุข หรือทุกข์ เจ็บป่วย ไม่สบาย ไม่ทิ้งกัน เพียงแค่อยู่ข้าง ๆ เอาหน้ามาซบไหล่ ซบขา เลียมือ ก็ช่วยทำให้คนที่พวกเขารักรู้สึกดี ถึงจะช่วยแก้ไขอะไรไม่ได้เลยก็ตาม การที่จะใครสักคนมีความทุกข์ มักแค่ต้องการใครสักคนนั่งข้างๆ อาจไม่ต้องเอื้อนเอ่ยอะไร ขอเคียงข้างไม่หนีไปไหน ไม่ทิ้งกัน หรือจับมืออย่างอ่อนโยน ... แค่นั้นก็เพียงพอ
6. อยู่กับปัจจุบัน
น้องหมานั้นพวกเขามีชั่วขณะปัจจุบันเป็นกุญแจสำคัญของการมีชีวิตที่เป็นสุข หากเราทำโทษเขา พวกเขาจะไม่โกรธเคือง เคืองแค้น พอเราเดินไปอีกก็กระดิกหางดีใจ ลืมว่าตะกี้ถูกตีไปแล้ว พวกเขาจึงมีความสุขได้ค่อนข้างง่าย ไม่จมกับอดีต ไม่กังวลอนาคต ถึงแม้วันหนึ่งพวกเขาจะต้องพิการหรือต้องแยกจากเจ้าของ พวกเขาอาจจะรู้สึกเศร้าบ้างที่ไม่เป็นเหมือนเดิม แต่ไม่นานพวกเขาก็จะปรับตัวได้ และมีชีวิตอยู่กับปัจจุบัน ทำสิ่งที่อยู่ตรงหน้าอย่างเต็มที่ ความรักก็เช่นกัน หากเราคบใครสักคน การได้อยู่กับคนที่รักเพียงปัจจุบันขณะจะทำให้เรารู้สึกเบิกบาน แต่เมื่อไหร่ก็ตามที่เรายึดติดกับความผิดของอีกฝ่ายในอดีต กังวลเรื่องในอนาคตว่าจะเป็นอย่างไร คอยจับผิด คิดไปเอง ก็จะทำให้เราคลาดช่วงเวลาที่มีความสุขที่สุดในชีวิตได้ค่ะ
7. มีอารมณ์ขัน
น้องหมาถึงจะเป็นสายพันธุ์ดุโหดอย่างพิทบูลล์ พวกเขาก็จะมีมุมน่ารัก ขี้เล่น มุ้งมิ้งกับเจ้าของ เรียกรอยยิ้มเสียงหัวเราะให้แก่คนในครอบครัวได้ ซึ่งการที่เราสร้างบรรยากาศที่ดีให้แก่ชีวิตคู่ ทำอะไรน่ารัก ตลก ๆ งี่เง่าบ้าง เพื่อทำให้อีกฝ่ายได้หัวเราะ (ทิ้งอีโก้ออกไปซะบ้าง) ก็ทำให้เราพลอยมีความสุขไปด้วย อีกทั้งยังเป็นการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างเราและเขาให้รู้สึกผูกพันกันมากขึ้นด้วยรอยยิ้ม และบรรยากาศของความสุขค่ะ
8. ประจบเอาใจบ้างเป็นบางเวลา
เรื่องประจบเอาใจ เป็นเรื่องปกติมากของน้องหมาทุกสายพันธุ์ พวกเขามักจะประจบด้วยการขอนอนหนุนนอนบนตัก คอยคลอเคลีย เอาคางมาเลย เอาขามาพาด ดู ๆ ไปก็เป็นการเรียกร้องความสนใจจากเจ้าของ แต่ก็เพราะพวกเขาต้องการอยู่ใกล้ชิดกับคนที่รักจนขอออเซาะออดอ้อน จนเราก็เผลอใจอ่อนยอมลูบหัว เล่นกับน้องหมา ซึ่งในความสัมพันธ์ของชีวิตคู่ การประจบเอาใจก็ไม่ได้มีอะไรน่าเสียหาย เสียศักดิ์ศรี หรือน่ารำคาญเสมอไปนะคะ หากเป็นการเรียนรู้การให้ เพิ่มความหวานให้ชีวิตคู่ จะได้ไม่เคร่งเครียดจนเกินไปอีกทั้งยังเป็นการเอาใจใส่แบบน่ารัก ๆ ส่วนคนที่ไม่นิยมความหวาน ลองเอาใจดูขำ ๆ ก็ได้ค่ะ ไม่แน่คู่รักอาจรู้สึกเซอร์ไพรส์ จนหัวใจพองโต ^0^
9. เป็นนักฟังที่ดี ใส่ใจการสื่อสารของอีกฝ่าย
อาจเพราะน้องหมาพูดไม่ได้พวกเขาก็เลยทำหน้าที่เป็นพูดฟังได้ดี ไม่มีขัดจังหวะเวลาเราบ่น หรือระบายความทุกขฺกับน้องหมา แต่ถ้าเราสังเกตให้ดีจะเห็นว่า ขณะที่เราคุยกับเขา ถึงฟังไม่ออก ตอบไม่ได้ เขาก็มองเรา ตั้งใจฟัง ไม่พยายามเลี่ยงหรือหนีจนทำให้เรารู้สึกไม่มีค่า ดังนั้น ถ้าคนที่เรารักอยากจะพูด บ่น หรือระบายอะไรให้ฟังเราก็แค่รับฟัง ไม่ขัดคอ พยายามแสดงว่าเข้าใจความรู้สึกของเขา แม้เราจะไม่เห็นด้วยไปทั้งหมด บางคนอาจคิดว่าทำไมต้องเออออตามไปด้วยเหมือนไร้สมอง แต่ลองมองกลับกันดูนะ ถึงเวลาเราอยากระบาย เราก็ไม่ได้ต้องการความเห็น ขอแค่มีคนรับฟังอย่างตั้งใจใช่ไหมคะ ... คนที่เรารักก็เช่นกันค่ะ ^^
10. มีวินัย เสมอต้นเสมอปลาย
น้องหมานั้นมีนาฬิกาชีวิตที่ชัดเจนมาก พวกเขาจะรู้ทันทีว่าเวลาใดควรทำอะไรตารางเวลาอย่างสม่ำเสมอ แทบไม่ต้องรอให้เจ้าของบอก ไม่ว่าจะตื่นนอน กินข้าว ออกไปวิ่งเล่น ทักทายเจ้าของ รอเจ้าของกลับบ้าน หากิจกรรมเล่นด้วยกัน พวกเขาไม่มีโปรโมชั่น ซึ่งความเสมอต้น เสมอปลาย ใส่ใจคู่รักอย่างสม่ำเสมอ ไม่เปลี่ยนแปลง จืดจางตามกาลเวลานี้เอง เป็นการสร้างความมั่นคงแข็งแรงให้แก่ความสัมพันธ์ของชีวิตคู่ให้อยู่ยื่นยงยาวนานค่ะ
ชีวิตรักของเพื่อน ๆ มีปรัชญาความรักฉบับหมา ๆ กันกี่ข้อคะ พริกมีอยู่ไม่ถึง 5 ข้อเลย (ฮา) ถึงว่าความสัมพันธ์ชักแกว่ง ๆ สงสัยคงถึงเวลาแล้วที่จะปรับชีวิตรักทั้งกับครอบครัวและเพื่อนฝูงใหม่ เอาใจตัวเองเป็นใหญ่ให้น้อยลง เพราะการทำให้คนที่เรารักมีความกับสุขได้นั้น ... เริ่มต้นจากความรักของเรา ...สุขสันต์เดือนแห่งความรักนะคะ ^^
โหอ่านเเล้วเป็นไงบ้างล่ะคะ ถึงเห็นแสบๆแบบนั้นเจ้าสุดแสบก็รักเรามากๆเลยนะคะ อีกอย่างเอิงอยากบอกว่า ใครที่ซื้อเจ้าตูบมาแล้วเมื่อเขาไม่สบายหรือป่วยอย่าทิ้งเขานะคะ เลี้ยงเขารักเขาให้เหมือนตอนที่เราเจอเขาครั้งแรก อย่าทิ้งขว้างเขา เขามีหัวใจเหมือนพวกเรา มีความรู้สึกและคิดเป็น การที่เอาเขามาอยู่ด้วยแล้วเขารู้สึกผูกพันกับเรามากๆนะคะ อย่าให้เขาเหงาอย่าให้เขาอด ดูแลเขาให้ดีๆนะคะ...เพราะเขารักคุณมากกว่าที่คุณจะคาดถึง
ขอบคุณคะ
ชัญญากัญ
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)