วันจันทร์ที่ 4 พฤษภาคม พ.ศ. 2558
ตูร์เดอฟร็องส์
ต่อเลยนะไม่พูดมากและ555 เรื่องต่อไปก็คือออ
ตูร์เดอฟร็องส์ (ฝรั่งเศส: Tour de France หมายถึง การท่องฝรั่งเศส) หรือบางครั้งเรียกว่า ลากร็องด์บุกล์ (La Grande Boucle) และ เลอตูร์ (Le Tour) เป็นการแข่งขันจักรยานทางไกลรอบประเทศฝรั่งเศส ซึ่งจัดขึ้นเป็นเวลา 3 สัปดาห์ในช่วงเดือนกรกฎาคมของทุกปี เริ่มจัดขึ้นตั้งแต่ ค.ศ. 1903 จนถึงปัจจุบัน (เว้นการจัดแข่งขันในช่วงสงครามโลกครั้งที่หนึ่งและสอง)
ตูร์เดอฟร็องส์ เป็นการแข่งขันจักรยานที่มีชื่อเสียงมากที่สุดในโลก เป็นการแข่งขันจักรยานทางไกลหนึ่งในสามรายการใหญ่ที่จัดการแข่งขันในยุโรปรวมเรียกว่า แกรนด์ทัวร์ โดยอีกสองรายการคือ
จีโรดีตาเลีย (Giro d'Italia) จัดในอิตาลี ช่วงเดือนพฤษภาคม-ต้นมิถุนายนวูเอลตาอาเอสปันญา (Vuelta a España) จัดในสเปน ช่วงเดือนกันยายนการแข่งขันครั้งแรกเมื่อปี ค.ศ. 1903 เกิดขึ้นเนื่องจากการท้าทายกันทางหน้าหนังสือพิมพ์ฝรั่งเศสชื่อ โลโต้ (L'Auto) มีนักแข่งเข้าร่วมจำนวนถึง 60 คน แต่สามารถเข้าเส้นชัยได้เพียง 21 คน ซึ่งกิตติศัพท์ของความยากลำบากในการแข่งขัน ทำให้การแข่งขันนี้เป็นที่สนใจ และมีผู้ชมการแข่งขันช่วงสุดท้ายในกรุงปารีส ตามสองฟากถนนระหว่างทางราว 100,000 คน และกลายเป็นประเพณี ที่การแข่งขันทุกครั้งจะไปสิ้นสุดที่ประตูชัย จตุรัสเดอเลตวล ปารีส
ในปี ค.ศ. 1910 เริ่มมีการจัดเส้นทางแข่งขันเข้าไปในเขตเทือกเขาแอลป์ปัจจุบันเส้นทางการแข่งขันจะผ่านทั้งเทือกเขาแอลป์ ทางตะวันออก และเทือกเขาพีเรนีสทางใต้ของฝรั่งเศส
การแข่งขันตูร์เดอฟร็องส์จะแบ่งเป็นช่วง (stage) เพื่อเก็บคะแนนสะสม ผู้ชนะในแต่ละช่วงจะได้รับเสื้อ (jersey) เพื่อสวมใส่ในวันต่อไป โดยมีสีเฉพาะสำหรับผู้ชนะในแต่ละประเภท คือ
สีเหลือง (maillot jaune - yellow jersey) สำหรับผู้ที่ทำเวลารวมได้น้อยที่สุด
สีเขียว (maillot vert - green jersey) สำหรับผู้ที่มีคะแนนรวมสูงที่สุด (the leader of the points classification)
สีขาวลายจุดสีแดง (maillot à pois rouges - polka dot jersey) สำหรับผู้ชนะในเขตภูเขา ซึ่งมีชื่อเรียกเฉพาะว่า จ้าวภูเขา King of the Mountains
สีขาว (maillot blanc - white jersey) สำหรับผู้ที่ทำเวลารวมได้น้อยที่สุดสำหรับผู้ที่อายุต่ำกว่า 26 ปี
สีรุ้ง (maillot arc-en-ciel - rainbow jersey) สำหรับผู้ชนะการแข่งขันจักรยานชิงแชมป์โลก (World Cycling Championship) ซึ่งมีกฎว่าจะต้องใส่เสื้อนี้เมื่อแข่งขันในประเภทเดียวกับที่ผู้แข่งนั้นเป็นแชมป์โลกอยู่
เสื้อแบบพิเศษ สำหรับผู้มีคะแนนรวมสูงสุด และชนะการแข่งขันช่วงย่อย และจ้าวภูเขา
ก่อนหน้าที่แลนซ์ อาร์มสตรอง นักแข่งจักรยานชาวอเมริกันจะถูกตัดสิทธิ์ในเดือนตุลาคม พ.ศ. 2555 จากข้อหาใช้สารกระตุ้น เขาเป็นผู้ที่ชนะการแข่งขันตูร์เดอฟร็องส์มากที่สุด คือ 7 สมัยติดต่อกัน ปัจจุบันผู้ที่ชนะการแข่งขันมากที่สุดเป็นสถิติร่วมระหว่างนักแข่ง 4 คน คือ มีเกล อินดูเรน (สเปน) ชนะ 5 สมัยติดต่อกัน แบร์นาร์ อีโนล (ฝรั่งเศส) ชาก อองเกอตีล (ฝรั่งเศส) และเอดดี เมิกซ์ (เบลเยียม) ชนะคนละ 5 สมัย
ผู้ชนะเลิศตั้งแต่ปี ค.ศ. 1991[แก้]การแข่งขันครั้งที่ปี ค.ศ.ผู้ชนะเลิศ78-821991-1995 มีเกล อินดูเรน (5 ปีติดต่อกัน)831996 บียานร์น รีส์*841997 แยน อุลริช851998 มาร์โก แพนตานี86-921999-2005ไม่มีผู้ชนะ ( แลนซ์ อาร์มสตรอง ถูกตัดสิทธิ์เนื่องจากใช้สารกระตุ้น)932006 โอสการ์ เปเรย์โร ( ฟลอยด์ แลนดิส ถูกตัดสิทธิ์เนื่องจากใช้สารกระตุ้น[1])942007 อัลเบอร์โต คอนทาดอร์952008 คาร์ลอส ซาสเตรในปี 2007 บียานร์น รีส์ ยอมรับว่าได้ใช้สารกระตุ้นระหว่างการแข่งขันทำให้ผู้จัดการแข่งขันปฏิเสธที่จะยอมรับสถานะผู้ชนะเลิศของเขา ทว่าสหพันธ์จักรยานสากล (Union Cycliste Internationale - UCI) แถลงว่าหมดเวลาที่จะตัดสิทธิ์เขาจากการเป็นผู้ชนะเลิศ จึงเพียงแต่ขอร้องให้เขาคืนเสื้อสีเหลืองที่แสดงสถานะของการเป็นผู้ชนะเลิศ
ขอบคุณคะ
ชัญญากัญ
ซิกมันด์ ฟรอยด์ (Sigmund Freud)
ซิกมันด์ ฟรอยด์ (Sigmund Freud)
ต่อคะต่อ55เวลาเป็นเงินเป็นทองตลอด ต่อมาเรื่องที่จะอัพเป็นเรื่องของนักจิตวิทยาคะ อ่าๆๆหลายๆคนนอาจจะรูจักกันดีเลยล่ะคะ คือเมื่อวันก่อนเอิงเรียนวิชาฝรั่งเศสกับอาจารย์เกรียงไกร(คนเดิมเจ้าเก่า55)อาจารย์ก็ได้พูดถึงเรื่องของนักจิตวิทยาคนนึงที่เอิงรู้จักเกือบอย่างดี(เคยอ่านเรื่องของคนนี้อยู่น่ะคะ แต่ว่าเอิงอ่านเรื่องพวกโครงสร้างของจิตซะส่วนใหญ่)แล้วทีนี้อาจารย์ก็ฌลยให้ไปค้นหาเรื่องของคนคนนี้มาแล้วก็ให้อัพบล็อกเอิงก็เลยจัดให้คะ555(ไม่ลืมคะอาจารย์55)ทุกคนคงอยากรู้แล้วนะคะว่าคนคนนั้นเป็นใครงั้น เริ่ม!
ผู้ที่มีทฤษฎีใกล้เคียงกับพระพุทธศาสนามากอีกคนหนึ่ง(กามะตัณหา: ภาวะตัณหา และ วิภาวะตัณหา)
ฟรอยด์ เกิดวันที่6 พฤษภาคม 1856 ในครอบครัวที่มีอาชีพขายขนสัตว์ เมื่ออายุได้ 4 ขวบ ครอบครัวก็ได้ย้ายจากเชโกสโลวะเกียไปอยู่ที่กรุงเวียนนา ประเทศออสเตรีย
ซิกมันด์ ฟรอยด์ (Sigmund Freud) จิตแพทย์ชาวออสเตรีย เชื้อสายยิว เกิดเมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ.2399ในจักรวรรดิออสเตรียซึ่งปัจจุบันคือ สาธารณรัฐเช็ก และเสียชีวิตวันที่ 23 กันยายน พ.ศ.2482รวมอายุ 83 ปี
ครอบครัวมีอาชีพขายขนสัตว์ มีฐานะปานกลางซิกมันด์ฟรอยด์ (Sigmund Freud) สนใจด้านวิทยาศาสตร์มาตั้งแต่เด็ก เรียนจบจากมหาวิทยาลัยเวียนนาสาขาวิทยาศาสตร์ แล้วเรียนต่อสาขาแพทยศาสตร์ จากนั้นได้ไปศึกษาต่อด้านโรคทางสมองและประสาทที่กรุงปารีสกับหมอผู้เชี่ยวชาญด้านอัมพาตที่นั่นฟรอยด์ได้ค้นพบว่าความจริงแล้วคนไข้บางรายป่วยเป็นอัมพาตเนื่องจากภาวะทางจิตใจไม่ใช่ร่างกาย
ประวัติของฟรอยด์
ฟรอยด์ชอบอ่านหนังสือตั้งแต่เด็ก จึงทำให้เขาฉลาดและสอบได้ที่ 1 ทุกครั้ง เมื่ออายุได้ 17 ปี เขาสอบเข้าศึกษาต่อวิชาแพทยศาสตร์ที่มหาวิทยาลัยแห่งกรุงเวียนนาได้หลังจากเรียนจบเขาได้ค้นคว้าต่อทางด้านเซลล์สมอง และได้ไปศึกษาเกี่ยวกับโรคทางสมองและประสาทที่กรุงปารีสกับชาร์โกซึ่งเป็นหมอรักษาคนไข้ที่เป็นอัมพาตอยู่นั่น ฟรอยด์ได้พบว่าคนไข้บางรายป่วยเป็นอัมพาตเนื่องจากภาวะทางจิตใจไม่ใช่ทางร่างกายเมื่อกลับมายังกรุงเวียนนา เขาตัดสินใจทำงานเป็นแพทย์ทางด้านสมองและประสาท และแต่งงานกับมาร์ธา เบิร์นเนย์ จนมีลูกด้วยกันถึง6 คน
ฟรอยด์ได้พบคนไข้ที่เป็นอัมพาตเนื่องจากปัญหาทางจิตใจหลายรายเขาจึงใช้วิธีการรักษาแบบจิตวิเคราะห์คือให้ผู้ป่วยเล่าถึงความคับข้องใจหรือความหวาดกลัวและพยายามให้ผู้ป่วยเข้าใจเหตุการณ์นั้นเพื่อลดความขัดแย้งในใจ ปรากฎว่ามีผู้ป่วยหลายรายหายจากการอัมพาตเมื่อรักษาด้วยวิธีนี้
ในตอนแรก มีผู้คัดค้านไม่ยอมรับ แต่ฟรอยด์ก็ได้ศึกษาและทดลองจนผลงานของเขาเป็นที่ยอมรับทั่วไปในปี1930 อนึ่ง ฟรอยด์เป็นทั้งแพทย์และนักจิตวิทยา เป็นผู้บุกเบิกการศึกษาทางด้านจิตวิทยา ทฤษฎีต่างๆของเขาที่ค้นพบยังคงนำมาใช้รักษาโรคทางจิตอยู่ทุกวันนี้ เช่นทฤษฎีบุคลิกภาพแบบจิตวิเคราะห์ ซึ่งกล่าวว่าพลังจิตใต้สำนึกมีผลต่อพฤติกรรมของแต่ละบุคคล และจำแนกบุคคลให้แตกต่างกัน
ทฤษฎี
ใช้วิธีการรักษาแบบจิตวิเคราะห์ (Psychoanalysis)กับคนไข้ที่เป็นอัมพาต กล่าวคือให้ผู้ป่วยเล่าถึงความคับข้องใจหรือความหวาดกลัวและพยายามให้ผู้ป่วยเข้าใจเหตุการณ์นั้นๆเพื่อลดความขัดแย้งในใจ ปรากฏว่ามีผู้ป่วยหลายรายหายจากอัมพาตซิกมันด์ ฟรอยด์ (Sigmund Freud) ได้ศึกษาวิเคราะห์จิตใจของมนุษย์ และอธิบายว่า จิตใจทำหน้าที่ควบคุมพฤติกรรมของมนุษย์
ซิกมันด์ ฟรอยด์ (Sigmund Freud) แบ่งจิตออกเป็น3 ระดับดังนี้
1. จิตสำนึกหรือจิตรู้สำนึก (Conscious mind)หมายถึงภาวะจิตที่รู้ตัวอยู่ได้แก่ การแสดพฤติกรรม เพื่อให้สอดคล้องกับหลักแห่งความเป็นจริง
2. จิตกึ่งสำนึก(Subconscious mind) หมายถึงภาวะจิตที่ระลึกถึงได้ รองศาสตราจารย์ กลมรัตน์ หล้าสุวงษ์ (2528 : 35)ได้กล่าวถึงSubconscious mind ว่าหมายถึงส่วนของจิตใจ ที่มิได้แสดงออกเป็นพฤติกรรม ในขณะนั้น แต่ เป็นส่วนที่รู้ตัว สามารถดึงออกมใช้ได้ทุกเมื่อที่ต้องการ เช่น นางสาว ก. มีน้องสาวคือนางสาว ข. ซึ่งกำลังตกหลุมรัก นาย ค. แต่นางสาว ข.เกรงว่ามารดาจะทราบความจริงจึงบอกพี่สาว มิให้เล่าให้มารดาฟัง นางสาว ก.เก็บเรื่องนี้ไว้เป็น ความลับ มิได้แพร่งพรายให้ผู้ใดทราบโดยเฉพาะมารดาแต่ ในขณะเดียวกันก็ทราบอยู่ตลอดเวลาว่า นางสาว ข. รักนาย ค.ถ้าเขาต้องการเปิดเผย เขาก็จะบอกได้ทันทีลักขณาสิริวัฒน์ (2530 : 9) กล่าวถึงSubconscious mind ว่าผลมันเกิด จากการขัดแย้งกันระหว่าง พฤติกรรมภายใต้อิทธิพลจิตรู้สำนึกกับอิทธิพลของ จิตใต้สำนึกย่อมก่อให้เกิดการหลอกลวงตัวเองขึ้น ภายในบุคคล
3. จิตไร้สำนึกหรือจิตใต้สำนึก (Unconscious mind) หมายถึงภาวะจิตที่ไม่อยู่ในภาวะที่รู้ตัวระลึกถึงไม่ได้ กมลรัตน์ หล้าสุวงษ์ (2524 : 121) กล่าวว่า จิตไร้สำนึกเป็นสิ่งที่ฝังลึกอยู่ภายในจิตใจมีการเก็บกด (Repression)เอาไว้อาจเป็นเพราะ ถูกบังคับ หรือไม่สามารถแสดงอาการโต้ตอบได้ในขณะนั้นในที่สุดก็จะฝังแน่นเข้าไปจนเจ้าตัวลืมไปชั่ว ขณะจะแสดงออกมาในลักษณะการพลั้งเผลอ เช่น พลั้งปากเอ่ยชื่อ คนรักเก่าต่อหน้า คนรักใหม่ เป็นต้นคณาจารย์ภาควิชาจิตวิทยา คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง (2530 : 16) กล่าวว่าสิ่งที่มีอิทธิพล จูงใจพฤติกรรมและการดำเนินชีวิตของคนเรามากที่สุดก็คือส่วนที่เป็นจิตใต้สำนึกและสิ่งที่คนเรามัก จะเก็บกดลงไปที่จิตใต้ สำนึก ก็คือความต้องการก้าวร้าว กับความต้องการทางเพศ ซึ่งจะมีแรงผลักดัน
นอกจากนี้ฟรอยด์ ยังได้ศึกษาถึงโครงสร้างทางจิตพบว่าโครงสร้างทางจิตประกอบด้วย
1. อิด (Id)
2. อีโก้ (Ego)
3. ซุปเปอร์อีโก้ (Superego)
1.อิด (Id) มายถึงตัณหาหรือความต้องการพื้นฐานของมนุษย์เป็นสิ่งที่ยังไม่ได้ขัดเกลาซึ่งทำให้ มนุษย์ทำทุก อย่างเพื่อความพึงพอใจของตนเองหรือทำตามหลักของความพอใจ(Pleasure principle)เปรียบเหมือนสันดานดิบของ มนุษย์ซึ่งแบ่งออกเป็น สัญชาติญาณ แห่งการมีชีวิต (Life instinct) เช่น ความต้องการอาหาร ความต้องการทางเพศ ความต้องการหลีกหนีจากอันตราย กับสัญชาติญาณแห่ง ความตาย (Death instinct) เช่น ความก้าวร้าว หรือการทำอันตรายต่อตนเองและผู้อื่น เป็นต้น บุคคล จะแสดงพฤติกรรมตามความพอใจ ของเขาเป็นใหญ่ ไม่คำนึงถึงค่านิยมของสังคม และ ความพอใจของบุคคลอื่นจึงมักเป็นพฤติกรรมที่ไม่เป็นไปตามครรลองของมาตรฐานในสังคมบุคคลที่มีบุคลิกภาพเช่นนี้ มักได้รับการประณามว่ามีบุคลิกภาพไม่ดีหรือไม่เหมาะสม
2.อีโก้ (Ego)หมายถึง ส่วนที่ควบคุมพฤติกรรมที่เกิดจากความต้องการของ Id โดยอาศัยกฎเกณฑ์ ทางสังคม และหลักแห่งความจริง (Reality principle) มาช่วยในการตัดสินใจ ไม่ใช่แสดงออกตามความ พอใจของตนแต่เพียงอย่างเดียว แต่ต้องคิดแสดงออกอย่างมีเหตุผลด้วยนั่นคือบุคคลจะแสดงพฤติกรรม โดยมีเหตุและผล ที่เหมาะสมกับกาลเทศะใน สังคม จึงเป็นบุคลิกภาพที่ได้รับการยอมรับมากในสังคม ในคนปรกติที่สามารถปรับตัวอยู่ได้ในสังคมอย่างมีความสุขฟรอยด์ เชื่อว่าเป็นเพราะมีโครงสร้าง ส่วนนี้แข็งแรง
3. ซุปเปอร์อีโก้ (Superego)หมายถึงมโนธรรมหรือจิตส่วนที่ได้รับการพัฒนาจาก
ประสบการณ์ การอบรมสั่งสอน โดยอาศัยหลักของศีลธรรมจรรยา ขนบธรรมเนียมประเพณี และค่านิยมต่าง ๆใน สังคมนั้น Superego จะเป็นตัวบังคับ และควบคุมความคิดให้แสดงออกในลักษณะที่เป็นสมาชิกที่ดีของสังคม โดยยึดหลักค่านิยมของสังคม (Value principle) ที่ตัดสินว่าสิ่งใดเป็นสิ่งที่ดีในสังคมกล่าวคือบุคคลจะแสดงพฤติกรรมตาม ขอบเขตที่สังคมวางไว้ แต่บางครั้งอาจไม่เหมาะ สม เช่น เมื่อถูกยุงกัดเต็มแขน - ขา ก็ไม่ยอมตบยุง เพราะกลัวบาปหรือสงสารคนขอทานให้เงินเขาไปจนหมด ในขณะที่ ตนเองหิวข้าวไม่มีเงินจะ ซื้ออาหารกินก็ยอมทนหิว เป็นต้น
พอขึ้นชื่อมารู็กันเลยสินะคะบางคน55บอกแล้วว่าหลายคนจะต้องรู้จัก ยังๆๆวันนี้ยังไม่พอเอาอีกสักเรื่องล่ะกันเนอะเจอกันอีกบทความเลยยยย
ขอบคุณคะ
ชัญญากัญ
Happy New Year2558
Happy New Year
กลับมาแล้ว55หลังจากห่างหายไปนาน การบ้านค่อนข้างเยอะเลยไม่ได้มาทำบล็อกเลย อ่อ! Happy New Year ย้อนหลังนะคะ555ช้าไปไหม ตอนแรกก่อนปีใหม่ว่าจะมาเข้าบล็อกแต่ช่วงนั้นมีกิจกรรมเยอะมากกกกก เอิงเต้นด้วยแล้วก็มีปัญหากับเพื่อนในห้องเรื่องงานที่ไม่เข้าใจกันแถมก่อนวันงานเอิงก็ดันเป็นอาการแพ้ขั้นรุนแรงอีก ตอนนี้ยังไม่หายเลย 2-3อาทิตย์ได้แล้วมั้งเนี่ย555หมอบอกให้กินยาก็กินกินไป 2แผงยังไม่หายเลย55 แต่ก็ไปโรงเรียนปกติคะไม่งั้นมีหวังตามงานไม่ทันแน่นอน ไหนๆก็ห่างหายไปนานวันนี้เอิงก็จะอัพเยอะหน่อยล่ะกันนะ55งั้นเรื่องแรกเลยเอาให้เข้ากับเทศกาลที่ผ่านมา
ตำนานวันคริสต์มาส คำว่า "คริสต์มาส" เป็นคำทับศัพท์ภาษาอังกฤษว่า Christmas มาจากคำภาษาอังกฤษโบราณว่า Christes Maesse ที่แปลว่า "บูชามิสซาของพระคริสตเจ้า" ซึ่งพบครั้งแรกในเอกสารโบราณที่เป็นภาษาอังกฤษในปี ค.ศ. 1038 และในปัจจุบันคำนี้ก็ได้เปลี่ยนมาเป็นคำว่า Christmas
เทศกาล Christmas หรือ X’Mas ตรงกับวันที่ 25 ธันวาคมของทุกปี ซึ่งวันที่ 25 ธันวาคมนั้นเป็นวันประสูติของพระเยซู ศาสดาแห่งศาสนาคริสต์ โดยพระองค์ประสูติที่เมืองเบ็ธเลเฮ็มและเติบโตที่เมืองนาซาเรท ซึ่งปัจจุบันคือประเทศอิสราเอล ตามหลักฐานในพระคัมภีร์ได้บันทึกไว้ว่า พระเยซูเจ้าประสูติในสมัยที่จักรพรรดิซีซาร์ ออกุสตุส แห่งจักรวรรดิโรมัน ซึ่งทรงสั่งให้จดทะเบียนสำมะโนครัวทั่วทั้งแผ่นดิน โดยฝ่ายคีรีนิอัส เจ้าเมืองซีเรียก็รับนโยบายไปปฏิบัติให้มีการจดทะเบียนสำมะโนครัวทั่วทั้งอาณาเขต แต่ในพระคัมภีร์ ไม่ได้ระบุว่า พระเยซูประสูติวันหรือเดือนอะไร
ด้านนักประวัติศาสตร์ก็มีความเห็นที่ต่างออกไปโดยได้วิเคราะห์ว่า เดิมทีวันที่ 25 ธันวาคม เป็นวันที่จักรพรรดิเอาเรเลียนแห่งโรมัน กำหนดให้เป็นวันฉลองวันเกิดของสุริยะเทพ ตั้งแต่ปี ค.ศ.274 ชาวโรมันซึ่งส่วนใหญ่นับถือเทพเจ้าฉลองวันนี้เสมือนว่า เป็นวันฉลองของพระจักรพรรดิไปในตัวด้วย เพราะจักรพรรดิก็เปรียบเสมือนดวงอาทิตย์ ที่ให้ความสว่างแก่ชีวิตมนุษย์ แต่ชาวคริสต์ที่อยู่ในจักรวรรดิโรมัน รวมถึงชาวโรมันที่เปลี่ยนไปนับถือคริสต์อึดอัดใจที่จะฉลองวันเกิดของสุริยเทพ จึงหันมาฉลองการบังเกิดของพระเยซูซึ่งเปรียบเสมือนความสว่างของโลก และเหมือนดวงจันทร์เป็นความสว่างในตอนกลางคืนแทน หลังจากที่ชาวคริสต์ถูกควบคุมเสรีภาพทางศาสนาตั้งแต่ปี ค.ศ. 64-313 จนถึงวันที่ 25 ธันวาคม ปี ค.ศ.330 ชาวคริสต์จึงเริ่มฉลองคริสต์มาสอย่างเป็นทางการและเปิดเผย
เทศกาลคริสต์มาสจึงเป็นวันแห่งการเฉลิมฉลองวันประสูติของพระเยซู และเป็นการฉลองความรักที่พระเจ้ามีต่อมนุษย์โลก โดยส่งบุตรชาย คือ "พระเยซู"ลงมาเกิดเป็นมนุษย์เพื่อช่วยไถ่บาป และช่วยให้มนุษย์รอดพ้นจากการทำชั่วนั่นเอง ดังนั้นในวันนี้ถือเป็นวันที่มีความหมายสำคัญชาวคริสต์ทั่วโลก และมีการส่งบัตรอวยพร ให้ของขวัญ แก่กันและกัน รวมทั้งประดับประดาตกแต่งบ้านเรือนด้วยแสงไฟ และต้นคริสต์มาสอย่างสวยงาม
องค์ประกอบในงานคริสต์มาส ซานตาครอส
เป็นสิ่งแรกๆ ที่คนจะนึกถึงในฐานะสัญลักษณ์ของวันคริสต์มาส ซึ่งว่ากันว่าซานตาคลอสคนแรก คือ นักบุญ (เซนต์) นิโคลัส ผู้เป็นสังฆราชแห่งเมืองไมรา มีชีวิตอยู่ในศตวรรษที่ 4 และเหตุที่ได้รับการยกย่องว่าเป็นซานตาครอสคนแรก มาจากวันหนึ่งที่ท่านปีนขึ้นไปบนหลังคาบ้านของเด็กหญิงยากจนคนหนึ่ง แล้วทิ้งถุงเงินลงไปทางปล่องไฟ บังเอิญถุงเงินหล่นไปทางถุงเท้าที่เด็กหญิงแขวนตากไว้ข้างเตาผิงพอดี
นักบุญนิโคลัส นั้นเป็นนักบุญที่ชาวฮอลแลนด์นับถือว่าเป็นนักบุญผู้อุปถัมภ์ของเด็กๆ เมื่อชาวฮอลแลนด์กลุ่มหนึ่งอพยพไปอยู่ในสหรัฐฯ ก็ยังรักษาประเพณีการฉลองนักบุญ นิโคลาส ในวันที่ 5 ธันวาคม เอาไว้ ซึ่งหมายถึงนักบุญนี้จะมาเยี่ยมเด็กๆ และเอาของขวัญมาให้เด็กอื่นๆ ที่ไม่ใช่ลูกหลานของชาวฮอลแลนด์ที่อพยพมา ประเพณีนี้จึงเริ่มเป็นที่รู้จักและแพร่หลายในอเมริกา โดยมีการเปลี่ยนแปลงบางอย่าง คือ ชื่อนักบุญนิโคลัสก็เปลี่ยนเป็น ซานตาคลอส และแทนที่จะเป็นสังฆราชก็กลายเป็นชายแก่ที่อ้วนและใส่ชุดสีแดง อาศัยอยู่ที่ขั้วโลกเหนือ มีเลื่อนเป็นยานพาหนะที่มีกวางเรนเดียร์ลาก และจะมาเยี่ยมเด็กทุกคนในโลกนี้ในโอกาสคริสต์มาส โดยลงมาทางปล่องไฟของบ้านเพื่อเอาของขวัญมาให้เด็กเหล่านั้นตามความประพฤติของเขา
ถึงแม้ซานตาคลอสจะเป็นเพียงตำนานที่เกิดขึ้นมาเพื่อเฉลิมฉลองวันคริสต์มาสก็ตาม แต่ก็เป็นสัญลักษณ์ที่รวมเอาวิญญาณและความหมายของคริสต์มาสไว้อย่างมากมาย อาทิ ความปิติยินดีชื่นชม ความโอบอ้อมอารี ความรัก และความเป็นกันเอง ถุงเท้า จากที่นักบุญนิโคลัสได้ปีนขึ้นไปบนปล่องไฟของบ้านเด็กหญิงยากจน เพื่อที่จะมอบเหรียญเงินให้เป็นของขวัญ แต่เหรียญนั้นกลับตกไปอยู่ในถุงเท้าที่เด็กหญิงแขวนตากไว้หน้าเตาผิง พอรุ่งเช้าเด็กหญิงตื่นมาเจอเหรียญเงินในถุงเท้าจึงดีใจมาก และกลายเป็นจุดเริ่มต้นของการที่ผู้คนมากมายต่างพากันแขวนถุงเท้าคริสต์มาสไว้ เพื่อหวังจะได้รับของขวัญเช่นเดียวกันบ้าง
ต้นคริสต์มาส
นอกจากนี้อีกอย่างที่ขาดไม่ได้ก็คือ ต้นคริสต์มาส ซึ่งต้นคริสต์มาสก็คือต้นสนที่นำมาประดับประดาด้วยลูกแอปเปิ้ลและขนมปังเพื่อระลึกถึงศีลมหาสนิท และก็ได้มีวิวัฒนาการที่เปลี่ยนแปลงไปเรื่อยจนมาถึงการประดับด้วยดวงไฟหลากสีสัน ขนม และของขวัญ อย่างในทุกวันนี้ การตกแต่งแบบนี้ต้องย้อนไปในศตวรรษที่ 8 เมื่อเซนต์บอนิเฟส มิชชันนารีชาวอังกฤษที่เดินทางไปประกาศเรื่องพระเจ้าในเยอรมนี ได้ช่วยเด็กที่กำลังจะถูกฆ่าเป็นเครื่องสังเวยบูชาที่ใต้ต้นโอ๊ก
โดยเมื่อโค่นต้นโอ๊กทิ้งก็ได้พบต้นสนเล็กๆ ต้นหนึ่งขึ้นอยู่ที่โคนต้นโอ๊ก ท่านจึงขุดให้คนที่ร่วมพิธีกรรมเหล่านั้นเพื่อเป็นสัญลักษณ์ของชีวิต และตั้งชื่อว่า ต้นกุมารพระคริสต์ ต่อมา มาร์ติน ลูเธอร์ ผู้นำคริสตจักรชาวเยอรมัน ตัดต้นสนไปตั้งในบ้านในเดือนธันวาคม ปี ค.ศ.1540 หลังจากนั้นในศตวรรษที่ 19 ต้นคริสต์มาสจึงเริ่มแพร่ไปสู่ประเทศอังกฤษและทั่วโลก และอีกเหตุผลที่ใช้ต้นสนก็เพราะว่ามันหาง่าย
ในสมัยโบราณนั้นต้นคริสต์มาส หมายถึง ต้นไม้ในสวนสวรรค์ ซึ่งอาดัมและเอวาไปหยิบผลไม้มากิน และทำบาป ไม่เชื่อฟังพระเจ้า โดยตามพระคัมภีร์นั้นได้เปรียบพระเยซูเจ้าเสมือนเป็นต้นไม้แห่งชีวิต ซึ่งเป็นต้นไม้ที่เขียวเสมอในทุกฤดูกาล สื่อถึงนิรันดรภาพของพระเยซูเจ้า อีกทั้งความสว่างของพระองค์ยังเหมือนแสงเทียนที่ส่องสว่างในความมืด และรวมถึงความชื่นชมยินดี และความสามัคคี ที่พระเยซูประทานให้ เพราะต้นไม้นั้นเป็นจุดศูนย์รวมของครอบครัวในเทศกาลคริสต์มาส
ต้นฮอลลี่
ต้นฮอลลี่ เป็นต้นไม้พุ่มเตี้ย และเป็นอีกหนึ่งสัญลักษณ์ของวันคริสต์มาส เชื่อกันว่า สีเขียวของต้นฮอลลี่มีความหมายถึง การมีชีวิตอยู่ชั่วนิรันดร์ และมีความสัมพันธ์กับพระเยซู โดยผลสีแดงของต้นฮอลลี่นั้นหมายถึงหยดเลือดของพระเยซูที่ไหลลงบนไม้กางเขน ซึ่งเปรียบเสมือนสัญลักษณ์ของความรักที่มีต่อพระเจ้า ใบไม้ที่มีหนามของต้นฮอลลี่เป็นสิ่งที่เตือนพวกเราถึงมงกุฏหนามที่พวกชาวทหารโรมันได้นำมาวางไว้บนศีรษะของพระเยซูคริสต์
ดอกไม้คริสต์มาส หรือ Poinsettia
ตำนานของดอก Poinsettia ที่กลายมาเป็นสัญลักษณ์หนึ่งของวันคริสต์มาส มาจากเรื่องราวของเด็กหญิงจนๆ คนหนึ่ง ที่ต้องการหาของขวัญไปมอบให้พระแม่มารีในวันคริสต์มาสอีฟ แต่เนื่องจากเธอไม่มีสิ่งของใดๆ ติดตัว จึงเดินทางไปตัวเปล่า และระหว่างทางเธอได้พบกับนางฟ้าที่บอกให้เธอเก็บเมล็ดพืชไว้ ต่อมาเมล็ดพืชนั้นกลับเจริญเติบโตเปลี่ยนเป็นดอกไม้สีเลือดหมูสดใส ซึ่งก็คือดอก Poinsettia ตั้งแต่นั้นดอก Poinsettia ก็ได้รับความนิยมใช้ประดับประดาบ้านในงานคริสต์มาส ดอกคริสต์มาส Christmas Roseมีต้นกำเนิดที่ประเทศอังกฤษ ลักษณะเป็นดอกสีขาว และมักออกดอกในช่วงฤดูหนาว ตำนานของดอกคริสต์มาสนี้มีอยู่ว่า ในช่วงที่พระเยซูประสูติ มีผู้รอบรู้ 3 คน กับคนเลี้ยงแกะเดินทางมาพบพระเยซู ระหว่างทางพวกเขาพบกับ มาเดลอน เด็กหญิงที่เลี้ยงแกะคนหนึ่ง เมื่อเธอทราบว่าทั้งหมดเดินทางมาเพื่อมอบของขวัญให้พระเยซู มาเดลอนก็เสียใจที่ไม่มีของขวัญใดไปมอบให้พระเยซูบ้าง ก่อนที่นางฟ้าที่เฝ้ามองเธออยู่จะเกิดความเห็นใจจึงร่ายมนตร์เสกดอกไม้สีขาวน่ารักและมีสีชมพูอยู่ตรงปลายกลีบให้เธอ และดอกไม้นั้นคือ ดอกคริสต์มาสนั่นเอง
เพลงวันคริสต์มาส เพลงคริสต์มาสเริ่มมีขึ้นในศตวรรษที่ 5 แต่งโดยพระสงฆ์และฆราวาส มีเนื้อร้องเป็นภาษาลาติน ลักษณะของเพลงเป็นแบบสง่า เน้นถึงความหมายของการเสด็จมาของพระเยซูเจ้า แต่ในศตวรรษที่ 12 ได้มีการแต่งในท่วงทำนองที่ร่าเริงสนุกสนานมากขึ้น เริ่มจากประเทศอิตาลี โดยนักบุญฟรังซิส อัสซีซี และนักบวชคณะฟรังซิสกัน เป็นผู้สนับสนุน ให้มีเพลงคริสต์มาสแบบใหม่
เพลงคริสตมาสแบบใหม่นี้ เป็นที่ชื่นชอบของชาวบ้าน เพราะมีท่วงทำนองที่ร่าเริงกว่า และเน้นถึงความชื่นชมยินดีในโอกาสคริสต์มาส เพลงเหล่านี้มีทั้งที่เป็นภาษาลาติน และภาษาพื้นเมือง เพลงหนึ่งที่แต่งในสมัยนั้น (แต่งคำร้องในปี ค.ศ.1274) และยังใช้อยู่จนถึงปัจจุบัน คือ เพลง Oh Come, All Ye Faithful หรือ Adeste Fideles ในภาษาลาติน เพลงคริสต์มาสที่นิยมร้องมากที่สุดในปัจจุบันได้แต่งขึ้นในศตวรรษที่ 19 จากประเทศเยอรมัน และประเทศอังกฤษเป็นส่วนใหญ่ เพลงที่มีชื่อเสียงมากได้แก่ เพลง Silent Night, Holy Night
ความเป็นมาของเพลงนี้มาจากวันก่อนวันฉลองคริสต์มาส ของปี ค.ศ.1818 คุณพ่อโจเซฟ โมห์ (Joseph Mohr) เจ้าอาวาสวัดที่โอเบิร์นดอฟ (Oberndorf) ประเทศออสเตรีย ได้ข่าวว่าออร์แกนในวัดเสีย ทำให้วงขับร้องไม่สามารถร้องเพลงตามที่ซ้อมไว้ได้ จึงมีการแต่งเพลงคริสต์มาสใหม่ นำไปให้เพื่อนชื่อ ฟรานซ์ กรูเบอร์ (Franz Gruber) ใส่ทำนองในคืนวันที่ 24 นั่นเอง และเล่นเพลง Silent Night เป็นครั้งแรก โดยมีการเล่นกีตาร์ประกอบการขับร้อง ซึ่งกลายเป็นเพลงที่นิยมมากที่สุดทั่วโลก คำอวยพรวันคริสต์มาส ในวันคริสต์มาสเรามักจะใช้คำอวยพรให้แก่กันและกันว่า Merry X'mas คำว่า Merry ในภาษาอังกฤษโบราณ แปลว่า "สันติสุขและความสงบทางใจ"คำนี้จึงเป็นคำที่ใช้อวยพรขอให้เขาได้รับสันติสุขและความสงบทางใจ และได้จัดให้มีการฉลองเพื่อระลึกถึงการบังเกิดของพระเยซู ที่เขายกย่องเหมือนกษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่แห่งสากลโลก ผู้ทรงเกียรติเลอเลิศ ประเพณีนี้ได้เริ่มมาจากรุงโรมในศตวรรษที่ 4 และค่อยๆ เผยแพร่ไปทุกทวีป
สีประจำวันคริสต์มาส
สีที่เกี่ยวข้องในวันคริสต์มาสประกอบด้วย สีแดง : เป็นสีของผลฮอลลี่ หรือซานตาครอส เป็นสีของเดือนธันวาคม ที่แสดงถึงความตื่นเต้น และหากเป็นสัญลักษณ์ตามศาสนา สีแดงจะหมายถึง ไฟ, เลือด และความโอบอ้อมอารี
สีเขียว : เป็นสีของต้นไม้ สัญลักษณ์ของธรรมชาตื หมายถึงความอ่อนเยาว์และความหวังที่จะมีชีวิตเป็นนิรันดร์ เปรียบได้กับว่าเทศกาลคริสต์มาสคือเทศกาลแห่งความหวัง
สีขาว : เป็นสีของหิมะ และเป็นสัญลักษณ์ทางศาสนา คือแสงสว่าง ความบริสุทธิ์ ความสุข และความรุ่งเรือง สีขาวนี้จะปรากฎบนเสื้อคลุมนางฟ้า, เคราและชายเสื้อของซานตาครอส
สีทอง : เป็นสีของเทียนและดวงดาว เป็นสัญลักษณ์ของแสงอาทิตย์และความสว่างไสว การทำมิสซาเที่ยงคืน การถวายมิสซานี้เกิดขึ้นหลังจากพระสันตะปาปาจูลีอัสที่ 1 ได้ประกาศให้วันที่ 25 ธันวาคมเป็นวันฉลองพระคริสตสมภพ (วันคริสต์มาส) ในปีนั้นเองพระองค์และสัตบุรุษ ได้พากันเดินสวดภาวนา และขับร้องไปยังตำบลเบธเลเฮม และไปยังถ้ำที่พระเยซูเจ้าประสูติ เมื่อไปถึงตรงกับเวลาเที่ยงคืนพอดี พระสันตะปาปาทรงถวายบูชามิซซา ณ ที่นั้น เมื่อเดินทางกลับมาที่พักได้เวลาตี 3 พระองค์ก็ถวายมิสซาอีกครั้ง และ สัตบุรุษเหล่านั้นก็พากันกลับ แต่ยังมีสัตบุรุษหลายคนไม่ได้ร่วมขบวนไปด้วยในตอนแรก พระสันตะปาปาก็ทรงถวายบูชามิสซาอีกครั้งหนึ่งเป็นครั้งที่ 3 เพื่อสัตบุรุษเหล่านั้น ด้วยเหตุนี้เองพระสันตะปาปาจึงทรงอนุญาตในพระสงฆ์ถวายบูชามิสซาได้ 3 ครั้ง ในวันคริสต์มาส เหมือนกับการปฏิบัติของพระองค์ นับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาจึงมีธรรมเนียมถวายมิสซาเที่ยงคืน ในวันคริสต์มาส และพระสงฆ์ก็สามารถถวายมิสซาได้ 3 มิสซา ในโอกาสวันคริสต์มาส เทียนและพวงมาลัย
พวงมาลัยนั้นเป็นสัญลักษณ์ที่คนสมัยก่อนใช้หมายถึงชัยชนะ แต่สำหรับการแขวนพวงมาลัยในวันคริสต์มาสนั้น หมายถึงการที่พระองค์มาบังเกิดในโลก และทำให้ทุกสิ่งทุกอย่างครบบริบูรณ์ตามแผนการณ์ของพระเป็นเจ้า ซึ่งธรรมเนียมนี้ เกิดจากกลุ่มคริสตชนกลุ่มหนึ่งในประเทศเยอรมันได้เอากิ่งไม้มาประกอบเป็นวงกลมคล้ายพวงมาลัย แล้วเอาเทียน 4 เล่ม วางไว้บนพวงมาลัยนั้น ในตอนกลางคืนของวันอาทิตย์แรกของเทศกาลเพื่อเตรียมรับเสด็จ ทุกคนในครอบครัวจะจุดเทียนหนึ่งเล่ม สวดภาวนา และร้องเพลงคริสต์มาสร่วมกันเป็นเวลา 4 อาทิตย์ก่อนถึงวันคริสต์มาส ประเพณีเป็นที่นิยมอยางมากในประเทศอเมริกา ต่อมาได้มีการเปลี่ยนแปลงโดยนำเทียน 1 เล่มนั้นมาจุดไว้ตรงกลางพวงมาลัยสีเขียว และนำไปแขวนไว้ที่หน้าต่าง เพื่อเป็นการเตือนให้คนที่เดินผ่านไปมาได้รู้ว่าใกล้ถึงวันคริสต์มาสแล้ว ส่วนเหตุผลที่พวงมาลัยมีสีเขียวนั้น เป็นเพราะมีการเชื่อกันว่าสีเขียวจะช่วยป้องกันบ้านเรือนจากพวกพลังอันชั่ว ร้ายได้ ระฆังวันคริสต์มาส
เสียงระฆังในวันคริสต์มาสคือการเฉลิมฉลองให้กับการประสูติของพระพุทธเจ้า โดยมีตำนานเล่าว่า มีการตีระฆังช่วงก่อนเวลาเที่ยงคืนของวันคริสต์มาสเพื่อลดพลังความมืด และบ่งบอกถึงความตายของปีศาจ ก่อนที่พระเยซูผู้ที่จะมาช่วยไถ่บาปให้กับมวลมนุษย์จะถือกำเนิดขึ้น และระฆังนี้มีเสียงดังกังวาลนานนับชั่วโมง ก่อนที่ในเวลาเที่ยงคืนเสียงระฆังนี้จะกลับกลายมาเป็นเสียงแห่งความสุข
ดาว
ดาว ในความหมายของชาวคริสต์เตียน หมายถึงการแสดงออกที่ดีของพระเยซูคริสต์ ที่บัญญัติไว้ในพระคัมภีร์ไบเบิ้ลว่า "The bright and morning star"มีความหมายพิเศษเหมือนกับว่า ดวงดาวเหล่านั้นได้แบ่งที่อยู่กับสรวงสวรรค์ ไม่ว่าจะมีกำแพงอะไรขวางกั้นระหว่างพื้นผิวโลกด้วยก็ตาม
เครื่องประดับและแอปเปิ้ล
ในบางแห่งเชื่อว่า ลำต้นของแอปเปิ้ล มองดูคล้ายกับต้นไม้ในสรวงสวรรค์ จึงมีการนำเอาแอปเปิ้ลมาประดับตามต้นไม้ในวันคริสต์มาส ส่วนเครื่องประดับชิ้นเล็กๆ ที่ตกแต่งต้นคริสต์มาสนั้นเป็นงานศิลปะที่จำลองจากผลไม้ และที่มีสีสันสดใสนั้นเพื่อให้เกิดความรื่นเริงในบ้าน อีกทั้งแสงระยิบระยับที่สะท้อนไปมา ยังดูสวยงามคล้ายแสงเทียนและแสงไฟ
ของขวัญวันคริสต์มาส
การแลกเปลี่ยนของขวัญในวันคริสต์มาสนั้น เริ่มต้นจากเมือง Saturnalia ในช่วงยุคโรมัน ต่อมาชาวคริสต์รับประเพณีนี้เข้ามา ด้วยความเชื่อว่า การให้ของขวัญนี้มีความเกี่ยวเนื่องกับของขวัญประเภททอง, ยางสนที่มีกลิ่นหอม และ ยางไม้หอม ซึ่งพวกนักเวทย์จากตะวันออกที่เดินทางมาคารวะพระเยซูคริสต์ นำมาให้ตอนที่ท่านประสูติ
ทั้งหมดนั้นก็คือการเฉลิมฉลองให้กับพระเยซู ที่เกิดมาเพื่อชำระบาปให้แก่ชาวคริสต์ทั้งหลาย และเป็นเทศกาลที่นำความสุข สนุกสนาน มาสู่หมู่มวลมนุษย์
เป็นไงกันบ้างคะกับประวัติของวันคริสต์มาส หลายๆคนคงพึ่งรู้กันใช่ไหมล่ะคะเพราะว่าด้วยความที่ว่าเราเป็นคนพุทธเลยไม่ค่อยคิดอะไรแล้วก็เห็นว่าคนคริสต์เขาจัดกันเราก็เอามาทำใช่ไหมล่ะ ถ้าเมื่อก่อนเอิงไม่เรียนโรงเรียนคริสต์มาก็คงไม่รู้ประวัติหรอกคะว่า ซานต้าครอสที่พวกเราเรียกกันนั้นจริงๆแล้วเขาเป็นใครและมีที่มายังไง ยังๆๆเอิงยังไม่ไปไหนวันนี้จะอัพ ให้เต็มที่เลย55ชดเชยที่หายไปนานหน่อยเจอกันบทคความต่อไปนะคะ
ขอบคุณคะ
ชัญญากัญ
ชีวิตประจำวันก่อนเปิดเทอมและหลังเปิดเทอม
ชีวิตประจำวันก่อนเปิดเทอมและหลังเปิดเทอม
สวัสดีคะทุกคน ต้องขอโทษด้วยนะคะที่หายเงียบไปนานเอิงไม่ค่อยมีเวลามาพิมพ์สักเท่าไหร่แต่สัญญาคะว่าจะมาพิมพ์บ่อยๆ วันนี้ก็จะมาเล่าเหตุการณ์ก่อนเปิดเทอมนะคะ(ช่วงที่หายไป)ก็ไม่ได้ไปไหนหรอกคะ55ปิดเทอมแต่อยู่แค่บ้านไม่ก็ไปกรุงเทพฯก็เรื่อยๆคะ55ก็มีทบทวนบทเรียนแล้วก็อ่านที่จะเรียนในเทอมใหม่ เช่น วิชาฝรั่งเศสก็อ่านนำไปคำไหนไม่รู้ก็ไปนั่งแปลจะได้รู้ความหมาย ก็ใช้ชีวิตปกติเหมือนเด็กทั่วไปคะแต่มีอย่างเดียวที่ไม่เหมือนคือเพื่อนๆคงออกไปเที่ยวกับเพื่อนในยามว่างใช้ไหมคะแต่เอิงไม่คะเอิงอยู่บ้านส่วนตัวไม่ค่อยชอบออกจากบ้านนอกจากไปเที่ยวกับครอบครัวน่ะคะ ด้วยความที่เราเองก็กลัวอะไรหลายๆอย่างสมัยนี้ไม่เหมือนสมัยก่อนแล้ว สมัยนี้อันตรายกว่าสมัยก่อนเยอะคะ ใครที่ออกไปเที่ยวก็ระมัดระวังตัวหน่อยนะคะเอิงเป็นห่วงทางที่ดีถ้ากลัวก็ไปกับผู้ปกครองดีกว่าคะอย่างน้อยก็อยู่ในสายตาผู้ใหญ่นะคะ ต่อคะก็มีก่อนเปิดเทอมที่ไปต่างจังหวัดไปพักผ่อนกับครอบครัวคะ เปิดเทอมก็วันที่ 3พฤศจิกายน คะ เปิดมาก็ไม่ค่อยได้เรียนสักเท่าไหร่คะ แต่ปัญหาคืออาจารย์ที่ปรึกษาไม่มีคะ55อาจารย์เกรียงไกรไปต่างประเทศอันนี้ไม่เป็นไรคะรู้กันแต่เปิดมาอาจารย์อีกคนหายไปโดยไม่บอกอะไรเลย เอิ่มมมมม พอเจอครูประจำชั้นก็เลยถามว่าวันจันทร์ไม่ได้มาหรอคะอาจารย์เลยบอกว่าครูไม่ได้เป็นที่ปรึกษาห้องพวกเธอเเล้วนะ....ความเงียบครอบงำทุกคน55 อาจารย์ก็ได้บอกต่อว่าพอที่ปรึกษาของเด็กห้อง1ลาคลอดครูเลยต้องไปช่วยคุม ทีนี้ทุกคนก็เงียบเพราะไม่รู้จะทำอะไรต่อเลยคะ ตอนนั้นก็วุ่นวายคะเหมือนครูเกี่ยงกันว่าจะให้ใครเป็นครูที่ปรึกษาห้องเอิงสุดท้ายก็ได้อาจารย์ที่ปรึกษาเรียบร้อยแล้วคะตอนนี้ อ่อไม่นานอาจารย์เกรียงไกรก็กลับมาไทยนะคะอาจารย์ไม่ได้ทิ้งงานนานคะเป็นห่วงนักเรียนกลัวเรียนไม่ทันด้วย แถมอาจารย์ยังได้ให้เหรียญ 1ยูโร กับเอิงอีกด้วยไปเที่ยวยังไม่ลืมกันเลยน่ารักที่สุดเลยคะอาจารย์คนนี้ ใครบอกน่ากลัวเอิงว่าคิดผิดอย่างแรงงงงงง55 จบคะ55สรุปว่าปิดเทอมนอนอืดอยู่บ้าน คุยกับเพื่อนชาวต่างชาติ คุยกับอาจารย์เกรียงไกร(นานๆทีคะ) อ่อเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมาเอิงไปทัศนศึกษาที่สวนนงนุชด้วยจะบอกว่าสนุกไหมก็สนุกคะแต่ไม่ค่อยประทับใจสักเท่าไหร่คะ ตอนนี้ก็เข้าสู่โหมดการเรียนต่อ ไม่ค่อยได้พักสักเท่าไหร่ ยังไงก็ยังต้องขอบคุณคนที่เข้ามาอ่านบล็อกของเอิงนะคะมีความเห็นอะไรหรือมีข้อผิดพลาดก็สามารถแสดงความคิดเห็นได้เลยนะคะ
ขอบคุณคะ
ชัญญากัญ
สวัสดีคะทุกคน ต้องขอโทษด้วยนะคะที่หายเงียบไปนานเอิงไม่ค่อยมีเวลามาพิมพ์สักเท่าไหร่แต่สัญญาคะว่าจะมาพิมพ์บ่อยๆ วันนี้ก็จะมาเล่าเหตุการณ์ก่อนเปิดเทอมนะคะ(ช่วงที่หายไป)ก็ไม่ได้ไปไหนหรอกคะ55ปิดเทอมแต่อยู่แค่บ้านไม่ก็ไปกรุงเทพฯก็เรื่อยๆคะ55ก็มีทบทวนบทเรียนแล้วก็อ่านที่จะเรียนในเทอมใหม่ เช่น วิชาฝรั่งเศสก็อ่านนำไปคำไหนไม่รู้ก็ไปนั่งแปลจะได้รู้ความหมาย ก็ใช้ชีวิตปกติเหมือนเด็กทั่วไปคะแต่มีอย่างเดียวที่ไม่เหมือนคือเพื่อนๆคงออกไปเที่ยวกับเพื่อนในยามว่างใช้ไหมคะแต่เอิงไม่คะเอิงอยู่บ้านส่วนตัวไม่ค่อยชอบออกจากบ้านนอกจากไปเที่ยวกับครอบครัวน่ะคะ ด้วยความที่เราเองก็กลัวอะไรหลายๆอย่างสมัยนี้ไม่เหมือนสมัยก่อนแล้ว สมัยนี้อันตรายกว่าสมัยก่อนเยอะคะ ใครที่ออกไปเที่ยวก็ระมัดระวังตัวหน่อยนะคะเอิงเป็นห่วงทางที่ดีถ้ากลัวก็ไปกับผู้ปกครองดีกว่าคะอย่างน้อยก็อยู่ในสายตาผู้ใหญ่นะคะ ต่อคะก็มีก่อนเปิดเทอมที่ไปต่างจังหวัดไปพักผ่อนกับครอบครัวคะ เปิดเทอมก็วันที่ 3พฤศจิกายน คะ เปิดมาก็ไม่ค่อยได้เรียนสักเท่าไหร่คะ แต่ปัญหาคืออาจารย์ที่ปรึกษาไม่มีคะ55อาจารย์เกรียงไกรไปต่างประเทศอันนี้ไม่เป็นไรคะรู้กันแต่เปิดมาอาจารย์อีกคนหายไปโดยไม่บอกอะไรเลย เอิ่มมมมม พอเจอครูประจำชั้นก็เลยถามว่าวันจันทร์ไม่ได้มาหรอคะอาจารย์เลยบอกว่าครูไม่ได้เป็นที่ปรึกษาห้องพวกเธอเเล้วนะ....ความเงียบครอบงำทุกคน55 อาจารย์ก็ได้บอกต่อว่าพอที่ปรึกษาของเด็กห้อง1ลาคลอดครูเลยต้องไปช่วยคุม ทีนี้ทุกคนก็เงียบเพราะไม่รู้จะทำอะไรต่อเลยคะ ตอนนั้นก็วุ่นวายคะเหมือนครูเกี่ยงกันว่าจะให้ใครเป็นครูที่ปรึกษาห้องเอิงสุดท้ายก็ได้อาจารย์ที่ปรึกษาเรียบร้อยแล้วคะตอนนี้ อ่อไม่นานอาจารย์เกรียงไกรก็กลับมาไทยนะคะอาจารย์ไม่ได้ทิ้งงานนานคะเป็นห่วงนักเรียนกลัวเรียนไม่ทันด้วย แถมอาจารย์ยังได้ให้เหรียญ 1ยูโร กับเอิงอีกด้วยไปเที่ยวยังไม่ลืมกันเลยน่ารักที่สุดเลยคะอาจารย์คนนี้ ใครบอกน่ากลัวเอิงว่าคิดผิดอย่างแรงงงงงง55 จบคะ55สรุปว่าปิดเทอมนอนอืดอยู่บ้าน คุยกับเพื่อนชาวต่างชาติ คุยกับอาจารย์เกรียงไกร(นานๆทีคะ) อ่อเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมาเอิงไปทัศนศึกษาที่สวนนงนุชด้วยจะบอกว่าสนุกไหมก็สนุกคะแต่ไม่ค่อยประทับใจสักเท่าไหร่คะ ตอนนี้ก็เข้าสู่โหมดการเรียนต่อ ไม่ค่อยได้พักสักเท่าไหร่ ยังไงก็ยังต้องขอบคุณคนที่เข้ามาอ่านบล็อกของเอิงนะคะมีความเห็นอะไรหรือมีข้อผิดพลาดก็สามารถแสดงความคิดเห็นได้เลยนะคะ
ขอบคุณคะ
ชัญญากัญ
ลุ่มแม่น้ำลัวร์
ลุ่มแม่น้ำลัวร์
บทความนี้เป็นบทความต่อจากเมื่อกี้นะคะ จริงๆมันคนละเรื่องคะแต่ว่ามันมีความเกี่ยวข้องกันกับเรื่องเมื่อสักครู่นี้ดังนั้นเอิงจึงเอามาเชื่อมกันนะคะ บทความนี้เป็นบทความเกี่ยวกับ..ลุ่มแม่น้ำลัวร์..หรือที่คนฝรั่งเศสเรียกว่า la Loire เราไปลองอ่านกันเลยนะคะ
ลุ่มแม่น้ำลัวร์ (อังกฤษ: Loire Valley หรือ Garden of
France, ฝรั่งเศส: Vallée de la Loire) เป็นบริเวณทาง
ตอนกลางค่อนไปทางตะวันตกของฝรั่งเศสที่มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จัก
กันดีจากคุณค่าของสถาปัตยกรรมและเมืองโบราณที่มีความ
สำคัญทางประวัติศาสตร์ที่รวมทั้งเมืองอองบัวส์, อองแชร์, บลัว
ส์, ชินง, นานต์ส์, ออร์เลอองส์, โซมัวร์ และ ตูร์ แต่ที่สำคัญคือ
พระราชวัง, วัง, ปราสาท และึคฤหาสน์ต่างๆ ที่มีชื่อเสียงเลื่อง
ลือไปทั่วโลกที่รวมทั้งพระราชวังชองบอร์ด หรือ วังเชอนงโซซื่ง
เป็นสถาปัตยกรรมที่สะท้อนให้เห็นถึงความรุ่งเรืองทางวัฒนธรรม
ของฝรั่งเศสในยุคฟื้นฟูศิลปวิทยาและยุคเรืองปัญญาที่มีต่อการ
ออกแบบและการสร้างสถาปัตยกรรม
ในปี ค.ศ. 2000 องค์การยูเนสโกขึ้นทะเบียนบริเวณตอนกลาง
ของลุ่มแม่น้ำลัวร์ระหว่างแมน (Maine River) และ ซุลลีย์-เซอร์-
ลัวร์ให้เป็นมรดกโลก[1] ในการเลือกภูมิภาคลุ่มแม่น้ำลัวร์ที่ครอบ
คลุมจังหวัดลัวเรต์, ลัว-เรต์-แชร์, แองดร์-เอต์-ลัวร์, and แมน-เน
ต์-ลัวร์ทางคณะกรรมการกล่าวถึงภูมิภาคลุ่มแม่น้ำลัวร์ว่าเป็น
บริเวณที่ “มีความงามของภูมิทัศน์ทางวัฒนธรรมอันเด่น, และมี
ความสวยงามอันเลอเลิศที่ประกอบด้วยเมืองและหมู่บ้านสำคัญ
ในประวัติศาสตร์, อนุสรณ์ทางสถาปัตยกรรมอันสำคัญ - ชาโต -
และแผ่นดินที่ได้รับการพัฒนาทางการเกษตรกรรมและเปลี่ยน
แปลงที่เกิดจากความสัมพันธ์ระหว่างผู้ตั้งถิ่นฐานในท้องถิ่นและ
สิ่งแวดล้อมรอบข้าง โดยเฉพาะตัวแม่น้ำลัวร์เอง”
ปราสาทและวังแห่งลุ่มแม่น้ำลัวร์
ภูมิภาคลุ่มแม่น้ำลัวร์เป็นที่ตั้งของ
พระราชวัง, วัง, ปราสาท และึคฤหาสน์กว่าสามร้อยหลังที่เริ่ม
ต้นด้วยการสร้างเป็นป้อมปราการเพื่อการป้องกันข้าศึกศัตรูใน
คริสต์ศตวรรษที่ 10 มาจนถึงเปลี่ยนแปลง หรือการสร้างวังใหม่
อันโอ่อ่าหรูหราอีกห้าร้อยปีต่อมา เมื่อพระมหากษัตริย์ฝรั่งเศส
ทรงเริ่มสร้างพระราชวังขนาดใหญ่ในบริเวณนี้ บรรดาขุนนางผู้ไม่
กล้าที่จะอยู่ห่างไกลจากราชสำนักอันเป็นพื้นฐานของอำนาจก็ทำ
ตาม การมาสร้างปราสาทราชวังกันในบริเวณที่มีภูมิทัศน์อันงด
งามเป็นการดึงดูดนักออกแบบสวนภูมิทัศน์ที่ตามมาด้วย
เมื่อมาถึงกลางคริสต์ศตวรรษที่ 16 พระเจ้าฟรองซัวส์ที่ 1 ทรง
ย้ายราชสำนักจากลุ่มแม่น้ำลัวร์กลับไปยังปารีส สถาปนิกคน
สำคัญๆ ที่เคยทำงานในบริเวณนั้นก็ย้ายตามกลับไปด้วยแต่ลุ่ม
แม่น้ำลัวร์ก็ยังคงเป็นสถานที่บรรดาพระบรมวงศานุวงศ์ส่วนใหญ่
ยังนิยมที่จะเสด็จมาประทับ เมื่อพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 เสด็จขึ้น
ครองราชย์ในคริสต์ศตวรรษที่ 17 พระองค์ก็ทรงใช้ปารีสเป็นศูนย์
กลางของอำนาจอย่างถาวรโดยการทรงสร้างพระราชวัแวร์ซายส์
ที่ไม่ไกลจากปารีสเอง แต่กระนั้นผู้ที่เป็นที่โปรดปรานของพระ
มหากษัตริย์และคหบดีผู้มั่งคั่งก็ยังคงมาบูรณปฏิสังขรณ์
วังหรือคฤหาสน์ หรือ สร้างสิ่งก่อสร้างใหม่อันหรูหราที่ใช้เป็นที่
พำนักระหว่างฤดูร้อนกันในบริเวณนี้
วังและคฤหาสน์มาถูกทำลายหรือปล้นทำลายไปมากระหว่างการ
ปฏิวัติฝรั่งเศส ไม่เช่นนั้นก็เกิดจากการทำลายโดยเจ้าของที่
กลายเป็นขุนนางตกยากในชั่วข้ามคืนเมื่อหัวหน้าครอบครัวถูก
ปลดและบั่นคอด้วยกิโยติน ระหว่างสงครามโลกครั้งที่
หนึ่ง และ สงครามโลกครั้งที่สองวังหรือคฤหาสน์บางหลังก็ถูก
เกณฑ์ให้เป็นกองบัญชาการทหาร และบางแห่งก็ยังคงใช้ต่อมา
จนกระทั่งสิ้นสงครามโลกครั้งที่สอง
ในปัจจุบันวังหรือคฤหาสน์ที่เป็นสมบัติส่วนบุคคลก็ใช้เป็นที่
พำนัก มีบ้างที่เปิดให้นักท่องเที่ยวเข้าชมได้ หรือบางแห่งก็
เปลี่ยนไปเป็นโรงแรม หรือบางแห่งก็กลายมาเป็นที่ทำการของ
รัฐบาลท้องถิ่น สิ่งก่อสร้างขนาดใหญ่บางแห่งเช่นพระราชวังชอง
บอร์ดก็ได้รับการบริหารโดยรัฐบาลกลางและกลายเป็นสถานที่ดึง
ดูดนักท่องเที่ยวเป็นจำนวนหลายหมื่นคนต่อปี
ปราสาทและวังที่อยู่ในข่ายที่เรียกว่าปราสาทและวังแห่งลุ่มแม่น้ำลัวร์
คำจำกัดความของสิ่งก่อสร้างที่อยู่ในข่าย “ปราสาทและวังแห่ง
ลุ่มแม่น้ำลัวร์” ยังไม่เป็นที่ตกลงกันได้ แต่ข้อสำคัญหลักคือเป็น
วังที่ตั้งอยู่บนฝั่งแม่น้ำลัวร์ หรือ แควที่มาบรรจบกับแม่น้ำลัวร์เช่น
บนฝั่งแม่น้ำแมน, แม่น้ำแชร์, แม่น้ำแองดร์ หรือ แม่น้ำแมนครูส
พระราชวังอองบัวส์
พระราชวังอองแชร์
วังอาเซย์-เลอ-ริโด
พระราชวังบลัวส์
วังบูร์เดเซียร์
พระราชวังชองบอร์ด
วังโชมงต์
วังเชอนงโซ
วังชาโตเติง
วังเชอแวร์นีย์
ลองเฌส์
วังโลคส์
วังเมอนาร์
มงต์โซโร
วังเพลซีส-บูร์เร
ปราสาทริโว
วังโซมัวร์
วังซุลลีย์
วังทาลซีย์
วังทรูส์เซย์
วังอูส์เซ
วังวาลองเซย์
วังวิลลองดรีย์
เป็นยังไงบ้างคะอยากไปใช่ไหมล่ะคะ = =สาธุขอให้ได้ไปกันทุกคน
คะรวมเอิงด้วย55วันนี้ก็ขอจบบทความเพียงเท่านี้นะคะสวัสดีคะ
ขอบคุณคะ
ชัญญากัญ
เมืองตูร์
เมืองตูร์
สวัสดีคะพบกันเช่นเคยกับเอิงเองคะ วันนี้เอิงได้รับคำความปรารถนาดีจากอาจารย์ลึกลับคะ(อาจารย์เกรียงไกร)55อาจารย์ส่งข้อความมาจากฝรั่งเศสคะว่าให้เอิงทำเรื่อง..เมืองตูร์คะ..อ้ะๆๆสงสัยกันแล้วล่ะสินะคะว่าคือเมืองอะไร งั้นเราไปอ่านกันเลยนะคะ
ประเทศฝรั่งเศส (France) หรือ สาธารณรัฐฝรั่งเศส (French Republic) อีกหนึ่งจุดหมายปลายทางด้านการท่องเที่ยวที่ตั้งอยู่ในภูมิภาคยุโรปตะวันตก ทั้งยังประกอบไปด้วยเกาะและดินแดนอื่น ๆ ในต่างทวีป และยังเป็นหนึ่งในประเทศมหาอำนาจของโลกตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 17 เป็นต้นมา โดยมี กรุงปารีส (Paris) เป็นเมืองหลวงของประเทศ และยังเป็นหนึ่งในศูนย์กลางทางเศรษฐกิจและวัฒนธรรมที่ล้ำสมัยแห่งหนึ่งของโลกอีกด้วย...
เมืองตูร์
เมืองตูร์ (Tours) คืออีกหนึ่งจุดหมายปลายทางของคนที่ต้องการไปเที่ยวฝรั่งเศส เป็นอีกหนึ่งเมืองท่องเที่ยวและยังเป็นเมืองหลวงของจังหวัดแอ็งเดรลัวร์ (Indre-et-Loire) ซึ่งเป็นจังหวัดในแคว้นซ็องทร์ (Centre) ของประเทศฝรั่งเศส เป็นเมืองศูนย์กลางทางการศึกษามาตั้งแต่ยุคกลาง โดยตัวเมืองนั้นตั้งอยู่บนแม่น้ำลัวร์ (Loire River) ในอดีตเคยเป็นส่วนหนึ่งของจักรวรรดิโรมันในช่วงต้นศตวรรษที่ 1 นั่นจึงส่งผลให้เมืองตูร์เป็นศูนย์กลางแห่งอารยธรรมลุ่มแม่น้ำลัวร์ที่สำคัญเมืองหนึ่งของประเทศ
เมืองตูร์
สำหรับการท่องเที่ยวในเมืองตูร์นั้น สถานที่ท่องเที่ยวแรกที่ http://travel.thaiza.com/ อยากแนะนำให้คุณไปเยือน คือ การไปชมความงดงามของ "วิหารตูร์" (Tours Cathedral) หรือ วิหารเซนต์ แกไทน์ (Saint-Gatien's Cathedral ) คริสตจักรนิกายโรมันคาทอลิก (Roman Catholic)ที่สร้างขึ้นเพื่อทุ่มเทให้กับนักบุญเซนต์ แกไทน์ (Saint Gatien)
เมืองตูร์
วิหารถูกสร้างขึ้นในช่วงระหว่าง 1170 - 1547 ตั้งอยู่ทางใต้สุดของสะพานข้ามแม่น้ำลัวร์ สถาปัตยกรรมส่วนใหญ่ของวิหารตูร์ล้วนแล้วแต่สร้างขึ้นในแบบศิลปะแบบกอธิค ต่อมาวิหารตูร์ได้รับการประกาศให้เป็นอนุสาวรีย์ทางประวัติศาสตร์ ในปี 1862
เมืองตูร์
หลังจากนั้นขอแนะนำให้คุณมุ่งหน้าไปยังเขตเมืองเก่าตูร์ โดยบริเวณใจกลางของเมืองเก่าจะเป็นที่ตั้งของจัตุรัสPlumereau เป็นศูนย์กลางของการท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงของเมืองตูร์ โดยจัตุรัสถูกโอบล้อมไปด้วยเหล่าอาคารบ้านเรือนยุคกลางซึ่งบางส่วนเป็นไม้ซุง นอกจากนี้ยังมีร้านอาหารและผับตั้งเรียงรายเต็มไปหมด
เมืองตูร์
และไม่ไกลจากจัตุรัสคุณสามารถไปชม โบสถ์เซนต์มาร์ติน (Saint Martin Basilica) โบสถ์ที่สร้างขึ้นเพื่อทุ่มเทให้กับเซนต์มาร์ติน (Saint Martin) บิชอปแห่งตูร์ ถูกสร้างขึ้นในช่วงระหว่างปี 1886 - 1924 ในรูปแบบสถาปัตยกรรมแบบนีโอไบเซนไทน์ (Neo-Byzantin) ออกแบบโดยสถาปนิก Victor Laloux ซึ่งต่อมาได้กลายเป็น" อนุสาวรีย์ทางประวัติศาสตร์ " ในปี 1840
อยากไปกันไหมคะท่านผู้อ่าน เอิงก็อยากไปคะT0Tแต่เงินที่เก็บยังไม่พอค่าขาไปเลยคะ ไม่เป็นไรคะทุกคนมาเก็บเงินไปพร้อมเอิงนะคะ55อย่างน้อยเอิงก็มีเพื่อนไปเป็นผู้อ่านสักคนล่ะคะ555 แต่วันนี้เอิงยังพิมพ์ไม่หมดนะคะยังมีอีกเรื่องนึงที่อาจารย์ท่านอยากให้ทำ ปิดไว้ก่อนนะรอให้ไปอ่านกันเองอีกสักครู่นะคะ ^^ งั้นก็รอติดตามได้เลยคะ
ขอบคุณคะ
ชัญญากัญ
สวัสดีคะพบกันเช่นเคยกับเอิงเองคะ วันนี้เอิงได้รับคำความปรารถนาดีจากอาจารย์ลึกลับคะ(อาจารย์เกรียงไกร)55อาจารย์ส่งข้อความมาจากฝรั่งเศสคะว่าให้เอิงทำเรื่อง..เมืองตูร์คะ..อ้ะๆๆสงสัยกันแล้วล่ะสินะคะว่าคือเมืองอะไร งั้นเราไปอ่านกันเลยนะคะ
ประเทศฝรั่งเศส (France) หรือ สาธารณรัฐฝรั่งเศส (French Republic) อีกหนึ่งจุดหมายปลายทางด้านการท่องเที่ยวที่ตั้งอยู่ในภูมิภาคยุโรปตะวันตก ทั้งยังประกอบไปด้วยเกาะและดินแดนอื่น ๆ ในต่างทวีป และยังเป็นหนึ่งในประเทศมหาอำนาจของโลกตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 17 เป็นต้นมา โดยมี กรุงปารีส (Paris) เป็นเมืองหลวงของประเทศ และยังเป็นหนึ่งในศูนย์กลางทางเศรษฐกิจและวัฒนธรรมที่ล้ำสมัยแห่งหนึ่งของโลกอีกด้วย...
เมืองตูร์
เมืองตูร์ (Tours) คืออีกหนึ่งจุดหมายปลายทางของคนที่ต้องการไปเที่ยวฝรั่งเศส เป็นอีกหนึ่งเมืองท่องเที่ยวและยังเป็นเมืองหลวงของจังหวัดแอ็งเดรลัวร์ (Indre-et-Loire) ซึ่งเป็นจังหวัดในแคว้นซ็องทร์ (Centre) ของประเทศฝรั่งเศส เป็นเมืองศูนย์กลางทางการศึกษามาตั้งแต่ยุคกลาง โดยตัวเมืองนั้นตั้งอยู่บนแม่น้ำลัวร์ (Loire River) ในอดีตเคยเป็นส่วนหนึ่งของจักรวรรดิโรมันในช่วงต้นศตวรรษที่ 1 นั่นจึงส่งผลให้เมืองตูร์เป็นศูนย์กลางแห่งอารยธรรมลุ่มแม่น้ำลัวร์ที่สำคัญเมืองหนึ่งของประเทศ
เมืองตูร์
สำหรับการท่องเที่ยวในเมืองตูร์นั้น สถานที่ท่องเที่ยวแรกที่ http://travel.thaiza.com/ อยากแนะนำให้คุณไปเยือน คือ การไปชมความงดงามของ "วิหารตูร์" (Tours Cathedral) หรือ วิหารเซนต์ แกไทน์ (Saint-Gatien's Cathedral ) คริสตจักรนิกายโรมันคาทอลิก (Roman Catholic)ที่สร้างขึ้นเพื่อทุ่มเทให้กับนักบุญเซนต์ แกไทน์ (Saint Gatien)
เมืองตูร์
วิหารถูกสร้างขึ้นในช่วงระหว่าง 1170 - 1547 ตั้งอยู่ทางใต้สุดของสะพานข้ามแม่น้ำลัวร์ สถาปัตยกรรมส่วนใหญ่ของวิหารตูร์ล้วนแล้วแต่สร้างขึ้นในแบบศิลปะแบบกอธิค ต่อมาวิหารตูร์ได้รับการประกาศให้เป็นอนุสาวรีย์ทางประวัติศาสตร์ ในปี 1862
เมืองตูร์
หลังจากนั้นขอแนะนำให้คุณมุ่งหน้าไปยังเขตเมืองเก่าตูร์ โดยบริเวณใจกลางของเมืองเก่าจะเป็นที่ตั้งของจัตุรัสPlumereau เป็นศูนย์กลางของการท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงของเมืองตูร์ โดยจัตุรัสถูกโอบล้อมไปด้วยเหล่าอาคารบ้านเรือนยุคกลางซึ่งบางส่วนเป็นไม้ซุง นอกจากนี้ยังมีร้านอาหารและผับตั้งเรียงรายเต็มไปหมด
เมืองตูร์
และไม่ไกลจากจัตุรัสคุณสามารถไปชม โบสถ์เซนต์มาร์ติน (Saint Martin Basilica) โบสถ์ที่สร้างขึ้นเพื่อทุ่มเทให้กับเซนต์มาร์ติน (Saint Martin) บิชอปแห่งตูร์ ถูกสร้างขึ้นในช่วงระหว่างปี 1886 - 1924 ในรูปแบบสถาปัตยกรรมแบบนีโอไบเซนไทน์ (Neo-Byzantin) ออกแบบโดยสถาปนิก Victor Laloux ซึ่งต่อมาได้กลายเป็น" อนุสาวรีย์ทางประวัติศาสตร์ " ในปี 1840
อยากไปกันไหมคะท่านผู้อ่าน เอิงก็อยากไปคะT0Tแต่เงินที่เก็บยังไม่พอค่าขาไปเลยคะ ไม่เป็นไรคะทุกคนมาเก็บเงินไปพร้อมเอิงนะคะ55อย่างน้อยเอิงก็มีเพื่อนไปเป็นผู้อ่านสักคนล่ะคะ555 แต่วันนี้เอิงยังพิมพ์ไม่หมดนะคะยังมีอีกเรื่องนึงที่อาจารย์ท่านอยากให้ทำ ปิดไว้ก่อนนะรอให้ไปอ่านกันเองอีกสักครู่นะคะ ^^ งั้นก็รอติดตามได้เลยคะ
ขอบคุณคะ
ชัญญากัญ
วันที่หัวฟู
วันที่หัวฟู
สวัสดีคะท่านผู้อ่านนนน พบกับเอิงเช่นเคยวันนี้จะมาเล่าเรื่องของวันนี้ให้ฟังนะคะ55ตั้งชื่อเรื่องซะตลกเลยทีเดียว"วันที่หัวฟู"ไม่ใช่ว่าวันนี้เอิงทำผมฟูไปโรงเรียนหรอกนะคะแต่ว่าวันนี้เป็นวันสอบวันสุดท้ายของมัธยมปลายคะ และแน่นอนเด็กสายศิลป์บางห้องก็จะต้องมาสอบวิชาเลือกของตนเอง เช่น จีนและฝรั่งเศสคะ ซึ่งเอิงอยู่สายอังกฤษ-ฝรั่งเศสดังนั้นวันนี้เอิงก็ต้องไปสอบหลังเลิกสอบภาคปกติ วันนี้สอบภาคปกติเสร็จประมาณ10โมงกว่าๆ และหลังจากนั้นนักเรียนสายฝรั่งเศสก็จะวิ่งไปที่ห้องฝรั่งเศสด้วยท่าทางที่เร่งรีบ เอิงก็เป็นหนึ่งในนั้นคะซึ่งข้อสอบก็เป็นข้อกาทั่วไปคะ(ถ้าเป็นข้อเขียนเอิงว่าเอิงคงตายคาโต๊ะสอบแน่)พอสอบเสร็จคุณครูเกรียงไกร(จำได้ไหมเอ่ยยยใคร55ครูสอนภาษาฝรั่งเศสและที่ปรึกษาของเอิงเองคะ)ก็ได้ประกาศว่าใครยังไม่ได้ท่องอะไรบ้าง เอิงเองก็เหลือท่อง3อย่างคะ คุณครูก็บอกนักเรียนว่าตอนนี้ให้รีบไปท่องแล้วก็ถ้ารอได้ก็ท่องให้หมดเลยเอิงก็ตาเหลือกวิ่งไปต่อแถวเพื่อท่องบทสนทนาบทที่2คะและหลังจากท่องเสร็จคุณครูก็ไปสอบพี่ม.5ซึ่งเอิงก็นั่งรอท่องคะรอแล้วรอเล่านั่งรอจนไม่ได้กินข้าวเที่ยง(ไม่ใช่ความผิดคุณครูนะคะแต่เป็นความผิดโรงเรียนที่ไม่มีอะไรขายเลย)ท้องก็ร้องไปเรื่อยๆๆๆๆๆและเวลา3โมงครึ่งคะเหมือนฟ้าเข้าข้างคุณครูเดินมานั่งแล้วเรียกให้มาท่องโฮะๆเป็นอย่างนั้นแล้วเอิงก็ได้ทำการใส่เกียร์แมววิ่งเลยสิคะท่องทุกอย่างจนหมดแล้วก็รอเพื่อนแต่ระหว่างที่กำลังจะกลับบ้านเพื่อนก็ได้บอกว่าไปเข้าห้องน้ำกันเอิงก็ไปเป็นเพื่อนคะระหว่างที่เดินเข้าไปภาพที่สยองก็ได้โผล่ขึ้นมาบนกระจก พระเจ้า!!!!!หัวเอิงฟูมากคะ(ตอนนั้นเข้าใจเลยคะว่างานยุ่งจนหัวฟูเป็นยังไง)คือตอนแรกเข้าไปในห้องผมเอิงเรียบร้อยและตึงมากแต่ไหงตอนออกมาจากห้องหัวถึงฟูอย่างนี้เหมือนกับไฟฟ้ามาสถิตอะไรอย่างนั้นเลยทีเดียวคะ555คือสภาพตอนกลับบ้านเหมือนศพเดินได้วินมอเตอร์ไซค์เจ้าประจำยังจำเอิงไม่ได้เลยคะคือลุงวินแกก็คงช็อคๆล่ะคะ55คือลุงแกทำอะไรไม่ถูกเลยพูดขึ้นมาว่าไปลูกไปกลับบ้านรีบกลับบ้าน เอิ่มคือตอนนั้นลุงแกอาจจะกลัว ตกใจ หรือเป็นห่วงในเวลาเดียวกัน ยังไงก็ต้องขอบคุณลุงมากๆคะที่มาส่งถึงบ้านอย่างปลอดภัย
ปล.ปิดเทอมแล้วก็จะมาพิมพ์บทความบ่อยๆนะคะ อีกอย่างขอบคุณคุณครูเกรียงไกร มากๆนะคะที่ตลอดเทอมได้ดูแลหนูมาตลอด
สวัสดีคะท่านผู้อ่านนนน พบกับเอิงเช่นเคยวันนี้จะมาเล่าเรื่องของวันนี้ให้ฟังนะคะ55ตั้งชื่อเรื่องซะตลกเลยทีเดียว"วันที่หัวฟู"ไม่ใช่ว่าวันนี้เอิงทำผมฟูไปโรงเรียนหรอกนะคะแต่ว่าวันนี้เป็นวันสอบวันสุดท้ายของมัธยมปลายคะ และแน่นอนเด็กสายศิลป์บางห้องก็จะต้องมาสอบวิชาเลือกของตนเอง เช่น จีนและฝรั่งเศสคะ ซึ่งเอิงอยู่สายอังกฤษ-ฝรั่งเศสดังนั้นวันนี้เอิงก็ต้องไปสอบหลังเลิกสอบภาคปกติ วันนี้สอบภาคปกติเสร็จประมาณ10โมงกว่าๆ และหลังจากนั้นนักเรียนสายฝรั่งเศสก็จะวิ่งไปที่ห้องฝรั่งเศสด้วยท่าทางที่เร่งรีบ เอิงก็เป็นหนึ่งในนั้นคะซึ่งข้อสอบก็เป็นข้อกาทั่วไปคะ(ถ้าเป็นข้อเขียนเอิงว่าเอิงคงตายคาโต๊ะสอบแน่)พอสอบเสร็จคุณครูเกรียงไกร(จำได้ไหมเอ่ยยยใคร55ครูสอนภาษาฝรั่งเศสและที่ปรึกษาของเอิงเองคะ)ก็ได้ประกาศว่าใครยังไม่ได้ท่องอะไรบ้าง เอิงเองก็เหลือท่อง3อย่างคะ คุณครูก็บอกนักเรียนว่าตอนนี้ให้รีบไปท่องแล้วก็ถ้ารอได้ก็ท่องให้หมดเลยเอิงก็ตาเหลือกวิ่งไปต่อแถวเพื่อท่องบทสนทนาบทที่2คะและหลังจากท่องเสร็จคุณครูก็ไปสอบพี่ม.5ซึ่งเอิงก็นั่งรอท่องคะรอแล้วรอเล่านั่งรอจนไม่ได้กินข้าวเที่ยง(ไม่ใช่ความผิดคุณครูนะคะแต่เป็นความผิดโรงเรียนที่ไม่มีอะไรขายเลย)ท้องก็ร้องไปเรื่อยๆๆๆๆๆและเวลา3โมงครึ่งคะเหมือนฟ้าเข้าข้างคุณครูเดินมานั่งแล้วเรียกให้มาท่องโฮะๆเป็นอย่างนั้นแล้วเอิงก็ได้ทำการใส่เกียร์แมววิ่งเลยสิคะท่องทุกอย่างจนหมดแล้วก็รอเพื่อนแต่ระหว่างที่กำลังจะกลับบ้านเพื่อนก็ได้บอกว่าไปเข้าห้องน้ำกันเอิงก็ไปเป็นเพื่อนคะระหว่างที่เดินเข้าไปภาพที่สยองก็ได้โผล่ขึ้นมาบนกระจก พระเจ้า!!!!!หัวเอิงฟูมากคะ(ตอนนั้นเข้าใจเลยคะว่างานยุ่งจนหัวฟูเป็นยังไง)คือตอนแรกเข้าไปในห้องผมเอิงเรียบร้อยและตึงมากแต่ไหงตอนออกมาจากห้องหัวถึงฟูอย่างนี้เหมือนกับไฟฟ้ามาสถิตอะไรอย่างนั้นเลยทีเดียวคะ555คือสภาพตอนกลับบ้านเหมือนศพเดินได้วินมอเตอร์ไซค์เจ้าประจำยังจำเอิงไม่ได้เลยคะคือลุงวินแกก็คงช็อคๆล่ะคะ55คือลุงแกทำอะไรไม่ถูกเลยพูดขึ้นมาว่าไปลูกไปกลับบ้านรีบกลับบ้าน เอิ่มคือตอนนั้นลุงแกอาจจะกลัว ตกใจ หรือเป็นห่วงในเวลาเดียวกัน ยังไงก็ต้องขอบคุณลุงมากๆคะที่มาส่งถึงบ้านอย่างปลอดภัย
ปล.ปิดเทอมแล้วก็จะมาพิมพ์บทความบ่อยๆนะคะ อีกอย่างขอบคุณคุณครูเกรียงไกร มากๆนะคะที่ตลอดเทอมได้ดูแลหนูมาตลอด
ขอบคุณคะ
ชัญญากัญ
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)
